คู่มือเลี้ยงเซียนนกหงส์หยก

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างในการเลี้ยงนกหงส์หยก นั่นคือการผสมพันธุ์ ก่อนที่ท่านจะผสมพันธุ์นกของท่าน ท่านต้องตรวจดูสภาพรังหรือกรงที่เก็บนก ความสะอาด และอาหารที่ใช้เลี้ยงเตรียมให้พร้อมก่อนที่ท่านจะนำนกผสมพันธุ์ จัดเตรียมกรงผสมพันธุ์
ลูกมะพร้าวแห้ง (ไม่แนะนำ ข้อเสียคือพื้นที่มีจำกัด แม่นกอาจทับลูกตายหรือพิการได้)
กล่องรังนก (แนะนำ มีพื้นที่กว้าง ลดการสูญเสียหรือพิการจากแม่นกที่กกลูก ข้อเสียคือทำความสะอาดยาก)จัดอาหารให้โดยเฉพาะอาหารจำพวกแคลเซียมขาดไม่ได้เพราะนกจะนำแคลเซียมไปใช้ใน การสร้างไข่และช่วยให้พ่อแม่พันธุ์และลูกนกมีกระดูกที่แข็งแรง
จับพ่อแม่พันธุ์นกเข้ากรงผสมพันธุ์

วิธีสังเกตุว่านกเข้าคู่พร้อมผสมพันธุ์ คือ นกตัวผู้จะมีท่าทีลำพอง ชอบเอาปากถูคอนตอนที่เห็นตัวเมีย และจะบินมาป้อนอาหารตัวเมียถ้าตัวเมียยอมกินอาหารที่ตัวผู้นำมาป้อนและชอบ ไซร้ขนให้กันก็ถือว่าเข้าคู่สำเร็จ แต่ถ้าเข้าคู่แล้วทั้งคู่ไม่ปฏิกิริยาต่อกันก็ควรจะเปลี่ยนตัวเมีย หรือตัวผู้ใหม่แล้วรอดูพฤติกรรมต่อไป ในการเข้าคู่นั้นบ้างครั้งเมื่อจับคู่แล้วมันอาจจะชอบกันเลยก็ได้ แต่บางคู่ต้องใช้เวลา4-5วันถึงจะเข้าคู่ หรือบางทีเป็นเดือนๆ แต่บางคู่ก็ไม่ชอบกันเลยก็มี หรือแล้วแต่ความใจร้อนในการเข้าคู่นกของผู้เพาะเลี้ยงด้วยส่วนหนึ่ง เมื่อนกเข้าคู่แล้ว ให้สังเกตนกตัวเมียจะเข้าไปสำรวจในกล่องเพาะพันธุ์อยู่ตลอด เมื่อเห็นพฤติกรรมเช่นนี้แสดงว่าอีกไม่นานนกจะผสมพันธุ์แน่นอน หลังจากที่นกผสมพันธุ์แล้วประมาณ 7 วัน นกจะวางไข่ ไข่ที่เพิ่งวางจะมีสีขาวสะอาดและจะวางไข่ใบต่อไปแบบวันเว้นวันจนครบ โดยเฉลี่ยแต่ละคอกจำนวนไข่ที่วางจะมีประมาณ 4-7ฟองบางตัวอาจมากกว่านี้ก็ได้

หลังจากวางไข่จนครบแล้ว ไข่ที่มีเชื้อและสมบูรณ์จะเป็นตัวภายใน 16-22 วัน ( ไข่ที่มีเชื้อจะมีลักษณะคล้ายเส้นเลือดเวลาเอาไฟฉายส่อง ตั้งแต่ 4 วันขึ้นไป ) ในระยะนี้ลูกนกจะไม่มีขนขึ้น การสวมแหวนห่วงขาบอกอายุวัน เดือน ปี เกิดควรใส่เมื่อนกอายุได้ 10-15 วัน การสวมต้องสวมเข้าที่นิ้วที่ยาวที่สุด 3 นิ้วแล้วเลื่อนแหวนเข้าไปจนถึงขานกแล้วจึงดึงนิ้วที่อยู่ด้านหลังผ่านออกมา การสวมแหวนบอกอายุสามารถทำให้เรารู้ว่านกตัวนั้นๆเกิดจากพ่อแม่ตัวไหน รู้อายุของนก และไม่ทำให้เรานำนกที่เกิดจากพ่อแม่ตัวเดียวกันมาผสมกันเอง ( เรียกว่าผสมเลือดชิด )เพราะจะทำให้ได้ลูกนกที่ไม่แข็งแรง

ในช่วงที่พ่อแม่นกเลี้ยงลูกนี้ต้องให้อาหารสำคัญคือ ขนมปังชุบวิตามินใส่จาน หรืออีกสูตร คือ softfood(แครอทปั่น,เกล็ดขนมปัง,อาหารใข่,ข้าวโอ้ต,วิตามินต่างๆ) หรือตามสูตรแบบฉบับของแต่ล่ะฟาร์ม พ่อแม่นกจะนำไปจัดการป้อนลูกของมันเอง
ในระยะลูกนกประมาณเกือบ 3 สัปดาห์ สามารถโยน มิลเล็ตสเปร์เสริมเข้าไปในรังเพาะเพื่อให้ลูกนกกินเองได้ ลูกนกจะโผล่ออกจากรังประมาณ 4 – 5 สัปดาห์ ระยะนี้ลูกนกจะมีขนดกพร้อมที่จะบินได้ แต่อย่าใจร้อนนำลูกนกแยกออกมาเพราะแม้ว่าลูกนกบางตัวสามารถเทาะเปลือกเมล็ด พืชกินเองได้แต่มันก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นควรทิ้งให้พ่อแม่นกเลี้ยงต่อไปอีกประาณ 10 วันจึงแยกลูกนกออกมาได้ แต่ก็มีนกบางคู่เมื่อลูกนกลงรังแล้วพ่อแม่นกจะทำร้ายลูกตัวเอง หรือไม่ป้อนอาหารแล้วเราควรจะจับแยกทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงควรจะสังเกตุให้ดี หลังจากที่ลูกนกชุดแรกพ้นรังไปแม่นกจะวางไข่ชุดต่อไปทันทีตราบใดที่รัง เพาะยังอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและแม่นกสุขภาพสมบูรณ์นกจะผสมพันธุ์ต่อไป เรื่อยๆ

สถานที่เลี้ยง
สำหรับสถาณที่เลี้ยงนั้น ควรที่จะเป็นที่โล่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก และสามารถที่จะรับแดดได้บางช่วง หรือว่ากลางแจ้งที่ไม่ร้อนมากนัก เนื่องจากว่า สิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นอากาศหรือว่าแสงแดดมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของนกหงส์หยก การที่เขานอนนั้นจะใช้เวลาอย่างต่ำ 4 ชั่วโมง ในการที่จะให้สัมผัสกับแสงแดด เพื่อได้รับวิตามินดี เขาจะต้องได้รับแสงแดดอย่างเต็ม โดยเขาจะบินไปบริเวณนั้นเองเพื่อตากแดด ซึ่งวิตามินดีนั้นมีความสำคัญต่อระบบทางเดินหายใจของนกหงส์หยกมาก หากนกยังเล็กอาจจะนอนใช้เวลา 10 ชั่วโมง สถานที่นั้นควรไม่มีมลพิษจากควันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ หรือว่าควันไฟต่างๆได้ เพราะว่าระบบทางเดินหายใจเขานั้นจะไม่มีอากาศหลงเหลืออยู่ในปอดเลย เมื่อมีอากาศเป็นพิษมันจึงรับไปเต็มๆ รวมไปถึงความสะอาดที่ปราศจากฝุ่นเชื้อโรคด้วย

คำถามที่พบบ่อยมาก นกหงส์หยกอังกฤษต่างกันกับเยอรมันอย่างไร.. สายพันธุ์หงส์หยกในประเทศไทย จากอดีต จนถึงปัจจุบัน นกหงส์หยกจากอดีตถึงปัจจุบัน ถ้าจะอธิบายกันแบบเข้าใจให้ง่ายขึ้น ในบ้านเราแค่ สองชนิดของสายพันธุ์ เอาแบบเข้าใจง่ายๆ ที่สุด คือ สายพันธุ์เล็ก เริ่มตั้งแต่ นกสายพันธุ์ฮอลแลนด์ นกสายพันธุ์อังกฤษสายเก่า โครงสร้างขนาดตัวจะใหญ่กว่าฮอลแลนด์ (ถ้าเอาตัวมาเทียบกันจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน) ส่วนใบขนทั้งสองสายพันธุ์จะสั้น แนบลำตัว ส่วนหัวกะโหลกจะมีขนาดเล็ก ทั้งสองสายพันธุ์ ลักษณะในส่วนประกอบอื่นๆ โดยทั่วไปจะเล็กตามโครงสร้างร่างกายนก

สายพันธุ์ใหญ่หรือสายพันธุ์ประกวด มีนกสายโจมาเนส(เยอรมัน) นกสายแดลเนี่ยล(สวิส) นกสาย แฟรงค์ นกสายเลย์สติว และนกสายอื่นที่นำเข้าจากประเทศเยอรมัน ในปัจจุบันนกสายพันธุ์ใหญ่หรือสายพันธุ์ประกวด ในบ้านเรา ถูกนกสายพันธุ์นกโจมาเนส(เยอรมัน) และนกสายอื่นที่นำเข้าจากประเทศเยอรมัน แฝงกลืนอยู่ในสายเลือดเป็นส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละแปดสิบน่าจะได้

แต่นกช่วงสิบปีหลังมาถึงนกในปัจจุบันถูกผู้เพาะเลี้ยงพัฒนากันมาก และนกที่ได้รับความนิยมมากคือ สายพันธุ์นกโจมาเนส(เยอรมัน) และ นกแดลเนี่ยล(สวิส) ที่เป็นที่นิยมเพาะเลี้ยงในบ้านเราในเวลานี้ เพราะว่านกทั้งสองสายพันธุ์นี้ ไม่มีความแตกต่างในเรื่องความสวยงามที่เป็นมาตรฐานสากล เพราะนกทั้งสองสายพันธุ์นี้ ถูกพัฒนาขึ้นตามหลักคุณภาพสากลและมาตรฐานการประกวดเป็นหลักอย่างแท้จริงอยู่แล้ว จึงเป็นที่ยอมรับของผู้เพาะเลี้ยงนกหงส์หยกโดยทั่วไป ทั่วโลกหรือแม้กระทั้งบ้านเรา ถึงแม้ว่าจะต่างที่มาของต้นสายพันธุ์ที่ใช้เพาะพันธุ์กันก็ตาม เพราะว่านกทั้งสองสายพันธุ์นี้ถูกพัฒนาตามจินตนาการของผู้เพาะเลี้ยงที่อยากจะให้เป็น และพัฒนากันแบบต่อเนื่อง ลองผิด ลองถูก มาหลายสิบปีก็ตาม แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานการประกวดเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนาดโครงสร้างของนก สีสันและลวดลาย ความแข็งแรง หรือแม้กระทั้งหน้าตาของนก ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้เพาะเลี้ยง ทั้งนกโจฯ และนกแดลเนียล อยากได้และอยากเห็นผลผลิตออกมาแบบไหนมากกว่า อาทิเช่น นกแดลเนียลที่ใบหน้ามีขนยาวปกตา ใบขนโดยทั่วไปจะใหญ่ยาวเห็นได้โดยชัดเจน ด้วยความที่มีใบขนใหญ่ยาวนี้หรือเปล่าที่ทำให้การสปริงขนที่หัวค่อนข้างลำบาก แต่ถ้าสปริงได้รับรองได้เรื่องแน่ หรือ นกโจฯที่ใบหน้าหวานมีสปริงขนที่หัวฟูเด้ง แต่ใบขนโดยทั่วไปเป็นรองนกแดลเนียลชัดเจน เป็นต้น

ต้องถามตัวผู้เพาะเลี้ยงล่ะว่าชอบแบบไหน เพราะสวยกันคนละแบบ นกถูกพัฒนากันตามคนชอบของผู้เพาะเลี้ยง ที่มีพื้นฐานการเพาะเลี้ยงต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี ตรงนี้เลยเป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นของนกแต่ละสายพันธุ์ ทั้งนกโจฯ(เยอรมัน)สวยแบบหวานๆ และ นกแดลเนียล(สวิส)สวยแบบหนักแน่น อันนี้แล้วแต่ความชอบ และทุนทรัพย์ ถ้าย้อนอดีตไปเมื่อสิบกว่าปี ก็ต้องใช้คำนี้ครับ “นาทีนี้ ชั่วโมงนี้ต้องโจฯ” แต่ปัจจุบันปีนี้ 2012 จะไป 2015 แล้ว ต้องเปลี่ยนมาใช้คำว่า “แดลเนียลเท่านั้น” ที่กล่าวมาทั้งหมดมันก็เป็นรสนิยมและความชอบส่วนตัวผู้เพาะเลี้ยงว่าชอบแบบไหน สวยกันคนละแบบจริงๆ แต่อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ เพราะนี้คือ “นกหงส์หยก” ต้องลองผิด ลองถูกเพาะเลี้ยงและพัฒนาสายพันธุ์ถูกต้องต่อเนื่องยาวนานหลายปีถึงจะเห็นผล และประสบความสำเร็จได้ แล้วมันจะเป็นนกต้นสายของคุณในอนาคตอย่างแท้จริง….ที่มาข้อมูลจากพี่ แดน เมืองกาญณ์

เหตุใดทำไมใข่จึงไม่มีเชื้อ นกหงส์หยกเป็นนกที่ให้ความท้าทายแก่ผู้เพาะเลี้ยงเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะในเรื่องการเข้าคู่ การใข่ การเลี้ยงลูกนกของพ่อแม่ อัตตราการรอดชีวิตในแต่ล่ะครอกของลูกนก ลูกนกจะขาถ่างไหม ลูกนกจะสวยมากกน้อยแค่ไหน ปัจจัยต่างๆนำมาซึ่งการตั้งโจทย์และการหาคำตอบ เพื่อผลลัพธ์ที่น่าพอใจของผู้เพาะเลี้ยง เทคนิคแต่ล่ะฟาร์มอาจมีไม่เหมือนกัน ทั้งประสบการณ์+คำบอกเล่า สามารถนำมาใช้ปรับแต่งเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ผู้เพาะเลี้ยงนั้นๆ หลายๆคนอาจมีคำถามว่าทำไมใข่ถึงไม่มีเชื้อ เราลองมาดูสาเหตุกันครับ

นกพ่อพันธ์ุ
1.มีการอุดตันในท่อลำเรียงน้ำเชื้อ 2.นกขนดกยาว(buff)ไปปิดกั้นตรงบริเวณก้นซึ่งทำให้เวลานกทับกันไม่สามารถลำเลียงน้ำเชื้อได้ 3.นกอยู่ในช่วงผลัดขน 4.การถ่ายทอดเชื้อไม่ถูกจุดคือพลาดไปอยู่ส่วนอื่นของแม่นก 5.ตัวนกขาดความสมบูรณ์,ผอม 6.ยังไม่โตเต็มที่ หรือเเก่เกินไป 7.นกไม่ได้มีการกระตุ้นให้เข้าคู่เป็นเวลานาน 8.นกกลัวตัวเมีย 9.คอนไม้ลื่นจนเกินไป ทำให้นกตัวเมียไม่สามารถที่จะยึดได้เต็มที่และอาจจะลื่นล่วงตกลงมาก่อนที่ตัวผู้จะสามารถทำการผสมพันธุ์เสร็จ 10.หลังจากการให้ยา โดยเฉพาะยาปฎิชีวนะ

นกแม่พันธุ์
1.เป็นนกที่มีความก้าวร้าวต่อนกตัวผู้ ถ้าตัวผู้ทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่นกตัวเมียจะวางไข่โดยปราศจากการผสมพันธุ์ 2.ไม่ยอมกกไข่ ทำให้ไข่ตายโคม 3.ไม่สามารถผลิตของเหลวที่จะเป็นตัวนำพาตัวสเปอร์มไปผสมพันธุ์กับไข่ได้ 4ชอบอยู่แต่ในรังจะออกจากรังเพื่อกินและขับถ่ายเท่านั้น และจะกลับเข้ารังอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ตัวผู้หงุดหงิด บางครั้งนกตัวผู้ก็พยายามที่จะผสมพันธุ์ในรังเพาะ ซึ่งทำให้ไข่แตกเสียหายได้ 5.คอนจับที่กลมและหลวม 6.อยู่ในสภาวะที่ไม่พร้อมคือ ไม่มีความต้องการที่จะจับคู่ แต่ก็ออกไข่อยู่ได้ 7.ขนดกยาว 8.นกอายุน้อย แก่เกินไป หรืออ้วนเกินไป

ธาตุแคลเซี่ยมที่นกต้องการ แคลเซียม เป็นสิ่งสำคัญของนกที่นำไปสร้างเสริมร่างกาย เช่น กระดูก และไข่ แต่ในสมัยนี้อาหารนกพัฒนาไกล บางท่านอาจใช้หรือไม่ใช้ตามแต่สะดวกและคุ้มค่ากับเรา เลยยังมีผู้เพาะเลี้ยงหน้าใหม่อาจยังไม่รู้ข้อมูลของแคลเซี่ยมจากธรรมชาติ รายละเอียดมีอะไรบ้างเรามาดูกันกับคำถามที่เจอกันบ่อยๆ แม่นกขาดแคลเซียม จะก้าวร้าว ดุร้าย ทำร้ายลูก จริงหรือไม่? กระดองปลาหมึก นกกินทิ้งกินขว้างอันใหญ่ๆ แทะทิ้งหมด จะเปลี่ยนให้แคลเซียมน้ำหรือผงทดแทน ได้ไหม?ถ้าให้แคลเซียมบล็อกอย่างเดียว เพียงพอไหม หรือจำเป็นที่จะต้องใช้หรือเปล่า? เปลือกหอยช่วยย่อย จำเป็นต้องให้ด้วยไหม ใช้แทนกระดองปลาหมึกได้รึ? ถ้าหาสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ จะใช้อะไรทดแทน ?

ในกระบวนการสร้างเปลือกไข่ซึ่งต้องอาศัยแคลเซียมเป็นส่วนมาก ดังนั้นหากนกขาด หรือได้รับแคลเซียมและธาตุอาหารอื่นๆไม่พอเพียง จะเป็นเหตุให้เปลือกไข่นิ่มหรือทำให้ ไข่ผิดรูปผิดทรงได้ เมื่อเปลือกไข่ไม่แข็งพวกกล้ามเนื้อก็ไม่สามารถที่จะรวบเกาะจับไข่ได้มั่นคงเป็นผล ให้ไม่สามารถขับดันไข่ออกมาทางช่องคลอดได้ (เป็นช่องเดียวกับทวารที่ใช้ในการขับถ่าย) จึงเป็นเหตุให้นกต้องพยายามเบ่งไข่นานเกินไปจนเกิดปัญหาไข่ติดค้าง ทรมานจนถึงตาย นอกจากนี้การขาดแคลเซียมยังมีผลทำให้นกมีกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงร่วมด้วย เมื่อกล้ามเนื้อ ไม่แข็งแรงก็เปรียบเหมือนผลร้ายเพิ่มทวีคูณ

ส่วนวิตามิน D-3 มีส่วนสำคัญในการช่วยดูดซับแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย หากขาดวิตามิน D-3 ร่างกายก็จะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแคลเซียมที่กินเข้าไปนั้น วิตามิน D-3 มีอยู่ในแสงแดดธรรมชาติ นกในบ้านที่ไม่ได้รับแสงแดด เราอาจให้ไวตามิน เสริมที่มีส่วนผสมของวิตามิน D-3 ทดแทนได้ (แสงอุลตราไวโอเล็ตไม่สามารถทะลุผ่านกระจก ได้ ดังนั้นการนำนกไปไว้ใกล้กระจกจึงไม่มีประโยชน์ใดๆเลย) การให้นกได้กินไข่ แมลง หนอน ร่วมกับ เมล็ดพืชต่างๆในปริมาณเล็กน้อยต่อวัน ก็จะช่วยทำให้ระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกายสมดุลย์ แคลเซียม นอกจากทำให้เปลือกไข่สมบูรณ์แล้ว ยังทำให้จงอยปากไม่ยาวผิดปกติและเล็บของนกน้อยเราแข็งแรง ส่วนแม่นกที่มีอาการจิกกินขนของลูกน้อย อาจเกิดมาจากแม่นกที่ขาดแคลเซียม อาจมีอาการชักเกร็ง ตัวสั่น ปีกสั่น นั่นคือนกแสดงอาการภาวะขาดแคลเซียมเฉียบพลัน อาการดุร้าย และก้าวร้าวที่เคยพบในแม่นก บางตัวรุนแรงกว่ามากคือทำร้ายคู่ตัวเองจนตายก็มี ก็จะพบอยู่บ้างจากสาเหตุ เช่น อากาศที่ร้อนจัดมาก การสลับสับเปลี่ยนลูกนก การเปลี่ยนตำแหน่งของรัง อาการหวงรัง อาการหวงลูก

เปลือกหอย หรือ เมล็ดกรวดเป็นสารสำคัญในระบบการย่อยอาหาร นกจะกินอาหาร เมล็ดกรวดหรือเปลือกหอย เข้าไปปนกันอยู่ในกระเพาะ นกจะกินเข้าไปพร้อมหรือหลังจากกินอาหาร เพราะธรรมชาตินกไม่มีฟันในการบดเคี้ยวอาหาร จะเกิดการบดและสามารถย่อยสารอาหารไปเลี้ยงร่างกายต่อได้ ถ้าปราศจากเปลือกหอย หรือเมล็ดกรวดเล็กๆ นกก็จะไม่สามารถบดและย่อยอาหารที่กินเข้าไปได้และอาการเจ็บป่วย ก็จะตามมา แคลเซี่ยมหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายอาหารนกทั่วไปมีแบบ แคลเซี่ยมน้ำ แบบก้อน หรือกระดองปลาหมึก ดังนั้นเราจึงสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของผู้เลี้ยง…..

สนับสนุนและร่วมพูดคุยได้ทางกลุ่มนกหงส์หยก นกหงส์หยกไทยTBBC รวบรวมข้อมูลโดย Bangsue farm

 

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close