การสักยันต์ ศรัทธา ความเชื่อ ไม่ได้เป็นแค่เพียงตำนาน

สักยันต์เมตตา สักยันต์มหาเสน่ห์ สักยันต์เสริมดวง สักยันต์เพิ่มบารมี สักยันต์แคล้วคลาด สักยันต์หนุมาน สักยันต์คงกระพัน สักยันต์มหาอุด สักยันต์สาริกา สักยันต์นกยูงทอง สักยันต์ไก่ป่า สักยันต์ภาพอักขระ ยันต์ต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มมาจากอะไร

การสักยันต์มีความเป็นมาอย่างไร สักยันต์ ดีอย่างไร สักยันต์ คงกระพัน สักยันต์แคล้วคลาด สักยันต์มหาเสน่ห์ สักยันต์หนุนดวง สักยันต์ให้สาวหลง สักยันต์การเงิน คำว่าสักยันต์ หลายต่อหลายคนอยากรู้ความจริงการสักยันต์คืออะไร การสักยันต์มีมาแต่เมื่อไร และวิธีการสักยันต์แบบไหนถูกต้อง อาจารย์สักยันต์คนไหนเก่งหรือไม่ มีวิธีการพิจารณาอย่างไรเพราะถ้าการสักยันต์ผิด ๆ ไป เสียไปตลอดชีวิต การแก้ไขเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก

การสักยันต์ มีมาแต่ในสมัยโบราณกาลแล้ว สมัยก่อนมีการสักยันต์สองประเภท คือ สักยันต์สำหรับพวกเล่นวิชา สักยันต์อีกแบบหนึ่งเรียกว่านักโทษ หรือ ทาส ในที่นี้จะกล่าวถึงการสักยันต์ที่เรียกว่านักโทษก่อน สักยันต์ ที่เรียกว่านักโทษ หรือ ทาส นั้นในสมัยก่อนไม่มีกระดาษหรืออะไรที่แสดงว่าบุคคลที่ต้องอาญาหรือเป็นทาส แสดงได้ เขาจึงใช้การสักที่หน้าผาก โดยมีสัญญาลักษณ์ แต่ละแบบไม่เหมือนกัน เพื่อป้องกันการหลบหนี และทานคนนั้นขึ้นกับเจ้าขุนมูลนายท่านใด มองที่หน้าก็จะรู้ทันที

แบบผู้เล่นวิชา มีมาแต่สมัยโบราณ์ผู้ที่สักหรือผู้ที่เล่นวิชาจะถือวิชาอย่างเคร่งครัดไม่ยอมผิดครูใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะกลัวว่าวิชาจะไม่กล้าแกร่งอย่างเต็มที่ การสักยันต์นั้น มีมาแต่ในสมัยก่อนยุคกรุงสุโขทัย แต่เท่าที่เห็นได้ชัดมาปรากฏในยุคของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพราะเป็นช่วงของการเสียเมือง บรรดาทหาร ประชาชน ต่างต้องหาของดีไว้ป้องกันตัว แม้แต่พระองค์ท่านซึ่งไม่มีประวัติในการสักก็จริง แต่มีในส่วนของสมเด็จพระสังฆราชคือ สมเด็จพระวันรัตน์ วัดป่าแก้วเป็นผู้ที่ดูฤกษ์ชัย ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ในยุคนั้น ไม่ว่า การบรรจุดวงพิชัยสงคราม การดูฤกษ์ออกรบ การปล้นค่าย รวมทั้งการทำพิธีอันศักสิทธิทั้งหลายเพื่อให้ได้ชัยชนะอีกทั้งการทำดวงพิชัยสงคราม ในการหนุนดวงที่มีมาจนถึงปัจจุบันนี้

แต่จะมาปรากฏให้เห็นเด่นชันในยุคปลายเสียกรุงศรีอยุธยา คือยุคบางระจัน ที่ชาวบ้านบางระจันป้องกันหมู่บ้านของตนเอง โดยมีพระอาจารย์ธรรมโชติ เป็นฝ่ายสงฆ์ ท่านเป็นพระผู้ให้และเสียสละ ทุกครั้งที่มีการต่อสู้กับพม่าท่านจะให้ศีลให้พร รวมทั้งการแจก ผ้ายันต์ ตระกรุด พิสมร ให้กับชาวบ้านไม่ว่าระดับเล็กหรือระดับใหญ่ และชาวบ้านส่วนมากก็มีการสักยันต์ การลงน้ำมันทาตัว เพื่อให้เหนียวและอยู่ยงคงกระพัน จนเป็นที่แปลกใจของบรรดาแม่ทัพพม่า ว่าชาวบ้านเพียงเล็กน้อย สามารถจะสู้กับกองทัพใหญ่ของพม่าได้

ในยุคของกรุงรัตน์โกสิน ปรากฏในสมัยของเชื้อพระวงค์คือ กรมหลวงชุมพร หรือ ที่เรียกว่าเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพร ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ท่านเรียนวิชา โหรศาสตร์ วิชาพระเวทย์ วิชาหมอยา เรียกได้ว่าเป็นผู้แกร่งกล้าอาคมเลยทีเดียว สามารถที่จะใช้วิชา เป่า เสก มนตร์ต่าง ๆได้สมความประสงค์ เช่นเสกใบไม้เป็นต่อ เสกคนเป็นจระเข้ อีกทั้งการแก้ไขดวงชะตาตามพิธีกรรมเก่าแก่

มาในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าการปกครอง ทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้วิชาการสักยันต์ได้หายสาปสูญไปเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ เช่น หลวงพ่อเปิ่นวัดบางพระ หลวงพ่อแล วัดพระทรง หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม หลวงพ่อประเทือง จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมทั้งอาจารย์ฆารวาส คือ อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง อาจารย์ทอง อาจารย์หลุน ขุนพันธ์ อาจารย์เฮงไพรวัล อาจารย์ฮะ ซึ่งท่านเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นระดับผู้มีวิชา และถืออย่างเคร่งครัด

การสักยันต์ ในที่นี้จะขอกล่าวประเภทของการสักยันต์มีสองประเภท 1.สักยันต์แบบน้ำมัน 2.สักยันต์แบบหมึก

สักยันต์ แบบ น้ำมัน เป็นการสักยันต์ที่ไม่ปรากฏภาพให้เห็น วัตถุที่ประกอบในการสักน้ำมันมี น้ำมันสัก อาจารย์ส่วนใหญ่ท่านจะใช้น้ำมันงา เพราะเข้าร่างกายไม่เป็นอะไร ว่านที่ใช้ผสมกับน้ำมันงา อยู่แต่ละประเภทของยันต์ หรือภาพยันต์ แต่การนำว่านที่มาผสมสักนั้นมิใช่ว่าจะซื้อมาก็ทำได้เลย ต้องมีพิธีกรรม โดยเมื่อได้หัวว่านมาแล้ว มีการหาฤกษ์ยามในการปลูก ถ้าคงกระพันใช้วันที่แข็ง ถ้าว่านทางเมตตาใช้วันอ่อน ระหว่างที่ปลูกต้องมีมนตร์คาถาปลูก และการรดน้ำว่านก็มีคาถากำกับเสมอ และในตอนสุดท้ายการขุดต้องหาวันขุดว่านด้วย ถึงจะได้สำฤทธิ์ผลของว่าน มิใช่ซื้อว่านมาก็ผสมได้ทันที แบบในยุคปัจจุบันนี้ที่อาจารย์หลายท่านได้ทำกัน

การสักน้ำมันแบ่งเป็นสองประเภท

สักทางด้านคงกระพัน แคล้วคลาด หนังเหนียว การสักยันต์ หรือภาพประเภทนี้ มี ยันต์มหาอุต ยันต์หนุมาน ยันต์ตะกร้อ ยันต์ปัดทมึน ยันต์เสือ ยันต์ลิงลม ยันต์พญาลิง แต่ละยันต์เหล่านี้ก็ใช้ว่านทางคงกระพันทั้งสิ้น ว่านที่นำมาส่วนใหญ่คือว่านสบู่เลือด ว่านผู้เฒ่าหนังแห้ง ว่านลิงดำ ว่านตะบะฤาษี ฯลฯ ข้อเสียของการใช้ว่านเหล่านี้คือ ถ้าปลุกไม่ตรงวัน หรือ การปลุกไม่ถูกต้อง อีกทั้งบางอาจารย์ซึ้อมาแล้วผสมทันที ก็อยู่ได้เพียงชั่วเบาเท่านั้น อีกทั้งมีข้อถืออยู่ด้วยเพราะจะเป็นการล้างว่านไปในตัวคือ ห้ามกินฟัก กินบวก กินแฟง ห้ามรอดกระไดหัวเดียว ห้ามลอดของต่ำ ก็เหมือนกับการกินยาจีนละครับ

และข้อเสียของทางด้านคงกระพันอีกอย่างคือใจร้อน ทำอะไรไม่ค่อยคิด ใครพูดผิดหูก็จะมีอารมณ์ร้อนทันที เป็นเหตุให้เสียงานเสียการเป็นอย่างมาก บางรายถึงขึ้นติดคุกไปก็มีมากแล้ว

สักทางด้านเมตตา ส่วนใหญ่จะเน้นทางด้านค้าขาย เน้นเรื่องชายหญิง ให้เกิดความรัก เน้นเสห่น์ ยันต์ส่วนมากที่ลงคือ ยันต์สาริกา ยันต์หงษ์ทอง ยันต์ไก่ฟ้า ยันต์ไก่ป่าหากิน ยันต์จิ้งจก ฯลฯ ว่านทีใช้ประกอบ คือว่านสาวหลง ว่านจังงัง ว่านเสห่น์จันทร์ ว่านดอกทอง ว่านเพรชหึง ฯลฯ ว่านทางเมตตา จะไม่มีการถือมาก เพราะว่านส่วนใหญ่ไม่เน้นคงกระพันหรือเหนียว

การสักยันต์แบบหมึก การสักยันต์แบบหมึกนี้ จะปรากฏเป็นภาพสีขึ้นมา โดยปกติการใช้หมึกนั้นส่วนใหญ่จะหมึกจีนเป็นหลักแต่ปัจจุบันนี้ ได้มีหมึกเข้ามาในประเทศอย่างมาก บางอาจารย์ก็ใช้หมึกของต่างประเทศเพื่อให้ดูสวยงาม บางอาจารย์ใช้หมึกสีแดง สีเขียวเข้ามาประกอบด้วย เพื่อพัฒนาลวดลายของสำนักตนเอง แต่ที่ตามโบราณ์ยึดถือกันมา

หากกล่าวถึงอาจารย์สักยันต์ในยุคหลัง ๒๕๐๐ ไม่มีใครไม่รู้จัก อาจารย์ทอง
อาจารย์ ทอง ตลาดพลู ท่านถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๔ ที่บ้านสามกลอ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครอยุธยา ชีวิตในวัยเด็กอาจารย์ทองก็ เหมือนเด็กๆ ทั่วไป แต่ที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไปคืออาจารย์ทอง ท่านสนใจ เรื่องการสักยันต์มาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงวัยรุ่นเรียกได้ว่าอาจารย์สักยันต์ท่านไหนเก่งถ้าท่านทราบ ท่านมักจะตามไปเฝ้าดูการสักยันต์ พอสบโอกาสท่านก็จะขอร่ำเรียนวิชาการสักยันต์จากอาจารย์ท่านนั้นๆ ด้วยเมื่ออายุครบบวชอาจารย์ทอง ก็ได้เข้ารับการอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดเพลง บวชอยู่ได้สักระยะอาจารย์ทอง จึงได้ลาสิขาบทออกมาใช้ชีวิตฆราวาสตามปกติ

หลังจากที่ได้สึกออกมาแล้วอาจารย์ทองจึงได้ตั้งใจร่ำเรียนวิชาสักยันต์ และอักขระวิธีต่างๆ ตลอดจน วิชาคาถาอาคมอย่างเป็นจริงเป็นจัง อาจารย์ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับท่านอาจารย์ทองมีมากมายหลายท่านอาทิ อาจารย์ฮะ วัดใหญ่ศรีสุพรรณ อาจารย์เที่ยง น่วมมานา วัดทอง (วัดสุวรรณาราม) บางกอกน้อย กรุงเทพฯ สำหรับอาจารย์เที่ยงนั้นท่านเป็นฆราวาสยุคเก่า สมัยสงคราม
อินโดจีน ถือเป็นฆราวาสขมังเวทย์ท่านหนึ่งแห่งฝั่งธนบุรี เพราะด้วยวิชาต่างๆ ท่านได้ร่ำเรียนมาจาก หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา หลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู หลวงพ่อทียน วัดโบสถ์ ฯลฯ คงปฏิเสธถึงความ ขลังไม่ได้

ระหว่างที่อาจารย์ทอง ได้ไปร่ำเรียนวิชาการต่างๆ นั้น ท่านก็ได้ทำการสักยันต์ไปด้วย ทำงานไปด้วยจนมาในปี พ.ศ.๒๕๒๐ อาจารย์ทองจึงได้เริ่มเปิดบ้านรับสักยันต์เป็นทางการ สืบเนื่องจากบรรดาลูกศิษย์ ลูกหาที่เพิ่มมากขึ้นเวลาทำงานที่น้อยลง อาจารย์ทองจึงได้ตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาสงเคราะห์ ให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาได้อย่างเต็มที่ จนมาถึงในปัจจุบันท่านได้เสียชีวิตลงแล้ว เมื่อวันที่ ๙ พฤกษภาคม ๒๕๕๗

หากเป็นเรื่องประสบการณ์ต่างๆแล้วคงต้องให้ลูกศิษย์ที่มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมากมาย เคยไปรับการสักกับอาจารย์ทอง มาพูดถึงความเข้มขลังและแคล้วคลาดกันดูนะครับ เรื่องแบบนี้สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นและประสบพบเจอด้วยตัวเอง ศรัทธาที่เรามีและได้รับทุกอย่างนั้น หากไม่อยู่ในศีลธรรมเป็นคนดี พุทธคุณต่างๆก็ไม่อาจแสดงอิทธิฤทธิ์ปฎิหาริย์ได้

เรียบเรียงโดย เรื่องเล่าชาวสยาม

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close