เมื่อครั้งในหลวงรู้ว่า อาคารหลังใหม่สร้างทับโบราณสถาน

ประเทศไทยของเราโชคดีที่มี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรชกาลที่ ๙ ที่ทรงพระปรีชาสามารถและเข้าพระราชหฤทัยประโยชน์ของทรัพยากรทุกประเภทอย่างลึกซึ้ง จนเกิดโครงการ “พัฒนา” ในพระราชดำริ มากมาย เมื่อปี ๒๕๐๐ มีการจับผู้ร้ายลักลอบขุดพระปรางค์ที่วัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้นำของกลางมาเก็บไว้ก่อนที่กองกำกับการตำรวจภูธร อยุธยา เมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงทราบข่าวก็เสด็จฯ มาทอดพระเนตรเป็นการส่วนพระองค์ แต่ก็มีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก จึงรับสั่งถามอาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ได้ความว่า “เขาจะมาดูพระองค์ถอดพระแสงดาบที่ขุดพบที่วัดราชบูรณะ”

ในหลวงจึงรับสั่งว่า “สนิมจับอย่างนั้นใครจะถอดออก” และตรัสว่า “นี่เขามีน้ำมันกัดสนิมนะ เอามาหยอดซิ”

จากนั้นก็ทรงแนะแนะนำวิธีการซ่อมแซม แต่ไม่ได้ทรงถอดพระแสงนั้น แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจการเก็บรักษาและซ่อมแซมโบราณวัตถุที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ในหลวงพระองค์ยังตรัสแก่เจ้าหน้าที่ว่า “โบราณวัตถุและศิลปวัตถุของท้องถิ่นใดก็ควรเก็บรักษาและตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ของจังหวัดนั้น”

ด้วยเหตุนี้กรมศิลปากรจึงจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา เป็นต้นแบบของการสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำแต่ละจังหวัดขึ้น และเมื่อการสร้างพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาแล้วเสร็จ ทางกรมศิลปากรก็ได้กราบบังคมทูลเชิญในหลวงมาเปิดพิพิธภัณฑ์ ขณะที่ทรงทอดพระเนตรวัตถุโบราณไปเรื่อยๆ เมื่อเสด็จฯ มาห้องอยุธยา ก็ได้ทอดพระแสงดาบเล่มนั้นซึ่งกรมศิลปากรได้ซ่อมแซมตามแนวทางที่พระราชทานไว้ จึงทรงถามว่า “ถอดได้ไหม”

แล้วก็เสด็จฯ ไปถอดพระแสงดาบ แสดงว่าทรงสนพระทัยอย่างจริงจังและไม่เคยลืม ในวันเดียวกันนั้นเอง ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยากราบบังคมทูลเชิญให้เสด็จฯ ไปเสวยน้ำดื่มที่อาคารหลังใหม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสร้างทับโบราณสถานซึ่งจมในดินครึ่งหนึ่ง ในหลวงไม่พอพระทัยมาก หันมารับสั่งกับ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ที่ตามเสด็จว่า “การสร้างอาคารสมัยนี้คงจะเป็นเกียรติสำหรับผู้สร้างคนเดียว แต่เรื่องโบราณสถานนั้นเป็นเกียรติของชาติ อิฐเก่าๆ แผ่นเดียวก็มีค่า ควรจะช่วยกันรักษาไว้ ถ้าเราขาดสุโขทัย อยุธยา และ กรุงเทพฯ แล้วประเทศไทยก็ไม่มีความหมาย”

“…เมื่อได้ยินกระแสพระราชดำรัสนั้น ก็รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงเตือนสติคนไทย ที่นิยมความเจริญทางวัตถุ ยิ่งกว่าความเจริญทางจิตใจ โบราณวัตถุสถานเหล่านี้มีคุณค่าล้นเหลือ ถ้าไม่มีให้เราเห็นแล้ว ทำอย่างไรเราจึงจะเข้าใจแจ่มแจ้งว่า บรรพบุรุษของเราเคยทำอะไร อย่างไร และอยู่ที่ไหน ซึ่งสรุปได้ว่า การสร้างชาติ ประกอบด้วยคุณธรรม ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาถึงเราในทุกวันนี้ ถ้าโบราณวัตถุสถานเหล่านั้นสูญสิ้นไปหมด ความรู้สึกอย่างที่ข้าพเจ้ารู้สึก ก็จะเลือนลางลง เมื่อคนเราไม่มีอะไรผูกมัดทางจิตใจแล้ว ก็ย่อมจะนึกถึงประโยชน์ส่วนตนหรือเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นธรรมดา อยู่เอง”

“…ในการที่มีโบราณวัตถุสถาน และปูชนียสถานอยู่เป็นอันมาก ถ้าเรารู้จักวิธีนำมาใช้เกี่ยวกับการอบรมจิตใจของเยาวชน ก็จะเป็นประโยชน์มาก…”

ความเป็นมาของท้องถิ่นนั้นโดยเฉพาะโบราณสถานและโบราณวัตถุ มีค่าควรเก็บรักษาไว้เพื่อศึกษาในหลวงก็ทรงตระหนักถึงเรื่องนี้ดี ครั้งหนึ่งทรงเคยตรัสกับ อ.ธนิตว่า “นี่ถ้ากรมศิลปากรไปสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ไหนจะไปเปิดให้” เพราะทรงให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าของชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ สานต่อที่พ่อทำ , สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้อยู่หัว

ขอบคุณที่มาจาก http://www.partiharn.com

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close