“เจ้าจอมตนกูสุเบีย” พระสนมมุสลิม ในรัชกาลที่ ๔

เจ้าจอมตนกูสุเบีย, สุเปีย หรือ สะเปีย มีนามเต็มว่า เติงกูซาฟียะฮ์ บินตีอัลมาร์ ฮุมซุลตันมูฮัมเมด มูอัซซัม ชาห์ (มลายู: Tengku Safiah binti al-Marhum SultanMuhammed Muazzam Shah) เป็นเจ้านายจากรัฐสุลต่านเรียว-ลิงกา ที่เคยรับราชการเป็นพระสนมมุสลิมท่านแรกและท่านเดียวในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหากเจ้าจอมท่านนี้ ประสูติการพระราชบุตร พระราชบุตรพระองค์นั้นก็จะเป็นเจ้าฟ้าโดยอัตโนมัติ เพราะถือว่ามีพระชนนีเป็นเจ้า เช่นเดียวกับกรณีของเจ้าจอมพระองค์เจ้ากำโพชราชสุดาดวง พระสนมอีกพระองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เป็นเจ้านายต่างด้าวเช่นกัน แต่เจ้าจอมทั้งสองท่านก็มิได้ประสูติพระราชบุตรแต่อย่างใด

เจ้าจอมตนกูสุเบีย หรือ เติงกูซาฟียะฮ์ เป็นพระธิดาของสุลต่านมูฮัมเมด มูอัซซัม ชาห์ที่ ๓ แห่งลิงกา (Sultan Muhammed Muazzam Shah III) กับเติงกูเกิลซุม เลอบาร์ ปูติฮ์ (Tengku Kelsum Lebar Putih) หรือปรากฏใน พงษาวดารเมืองตรังกานู ว่า ตนกูลีปอ พระชายาพระองค์แรก และเป็นพระธิดาในสุลต่านอะฮ์มัด ชาห์แห่งตรังกานู (Sultan Ahmad Shah) หรือ พระยาตรังกานูอามัด เจ้าจอมตนกูสุเบียมีพระพี่น้องรวมพระชนกชนนีสามพระองค์ พระเชษฐา คือสุลต่านมะฮ์มุด มูซัฟฟาร์ ชาห์ที่ ๖ (Sultan Mahmud Muzaffar Shah IV) หรือ สุลต่านมะหะมุด หรือมหะมุด เป็นสุลต่านเมืองลิงกาพระองค์ถัดมา

เจ้าจอมตนกูสุเบียได้เข้าไปรับราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๐๔ ถือเป็นพระสนมที่เป็นอิสลามิกชนท่านแรกและท่านเดียวในรัชกาล ด้วยความที่เจ้าจอมตนกูสุเบียมีพระชาติกำเนิดเป็นเจ้านายจากต่างประเทศหากเจ้าจอมมีพระสูติการพระราชบุตร พระราชบุตรพระองค์นั้นจะถูกยกเป็น เจ้าฟ้า ตั้งแต่แรกประสูติหรือที่เรียกว่า “เจ้าฟ้าไบไรต์” เช่นเดียวกับเจ้าจอมพระองค์เจ้ากำโพชราชสุดาดวง พระสนมอีกพระองค์หนึ่งที่เป็นเจ้านายจากเมืองเขมร แต่เจ้าจอมก็มิได้ให้ประสูติการพระราชโอรส ดังปรากฏใน ธรรมเนียมในราชตระกูลสยาม ความว่า

“…ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นักเยี่ยมซึ่งเป็นบุตรสมเด็จพระเจ้านโรดมเจ้ากรุงกัมพูชา ซึ่งโปรดฯ ให้เป็นพระองค์เจ้ากำโพชราชสุดาดวง แลตนกูสุเบีย ซึ่งเป็นน้องสาวสุลต่านมหมุดเมืองลิงงา เป็นพระสนมอยู่ทั้งสองคน ก็ได้ปรารภเป็นการดังทราบทั่วกัน ถ้าพระราชบุตรเกิดด้วยเจ้า ๒ คนนี้ ก็ต้องเป็นเจ้าฟ้าตามธรรมเนียมเหมือนกัน แต่ก็มีคนรังเกียจอยู่ในการที่จะต้องเป็นดังนั้นมาก”

กระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ล่วงมาในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ เจ้าจอมตนกูสุเบียจึงถวายบังคมลาออกไปอาศัยกับพระยาตรังกานูอุมา ผู้ลุงก่อนเสกสมรสใหม่กับเติงกูลง บินเติงกูกูดิน หรือปรากฏใน พงศาวดารเมืองตรังกานู ว่าตนกูหลงบุตรตนกูเดน หลานพระยาตรังกานูกาโหด ในปีเดียวกันนั้น และไปใช้ชีวิตที่ตรังกานู จนกระทั่งสามีเสียชีวิตลงในปี พ.ศ.๒๔๒๘

หลังเจ้าจอมตนกูสุเบียออกจากพระราชวังไปแล้ว แต่ยังปรากฏในบันทึกของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารที่ทรงบันทึกไว้ในจดหมายเหตุรายวันของพระองค์เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๑ ขณะโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสภาคใต้ที่ทรงพบเจ้าจอมตนกูสุเบียร่วมเฝ้าแหนที่ตรังกานูด้วย ความว่า

“๓ โมงเช้า ๔๐ มินิต (๐๙.๔๐ น.) ถึงเมืองตรังกานู เสด็จลงเรือไปประทับที่บ้านพระยาตรังกานู ถึงบ้านมีผู้หญิงแต่งตัวคลุมหัวมาคอยรับอยู่มาก มีตนกูสะเปียซึ่งเคยเข้าอยู่เป็นเจ้าจอมทูลกระหม่อมปู่ เป็นต้น…”

เจ้าจอมตนกูสุเบียถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/เจ้าจอมตนกูสุเบีย_ในรัชกาลที่_4

ที่มาจาก http://www.partiharn.com

จุดประสงค์เผยแพร่เพื่อศึกษาอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close