๓ สกุลโบราณ ที่เก่าแก่ที่สุดในสยามประเทศ

จารึกไว้ซึ่งบรรพชน ในประวัติศาสต์ประเทศสยามนั้น มีตระกูลเก่าแก่อยู่จำนวนหนึ่งแต่ที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดนั้นมีอยู่ไม่กี่สกุลเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันตระกูลเหล่านี้ ยังคงเป็นที่รู้จักแก่ปวงชน ไม่มากก็น้อย โดยวันนี้เราได้นำ 3 สกุลโบราณที่มีความเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และได้สร้างคุณงามความดีแก่สยามประเทศของเรานับไม่ถ้วน และในวันนี้เราจะมาบอกเล่ากันฟัง ว่ามีสกุลใดบ้าง บางทีคุณอาจจะมีเพื่อน หรือคนรู้จักที่มีนามสกุลเหล่านี้อยู่ก็เป็นได้

๑.สกุล “บุนนาค” ตระกูล “บุนนาค” เป็นตระกูลเก่าแก่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ท่านเฉกอะหมัด พ่อค้าชาวเปอร์เซียและคณะ ได้เข้ามาทำการค้าขายและต่อมาได้รับราชการในกรมพระคลังวงศ์เฉกอะหมัดได้สืบตระกูลต่อเนื่องกันมา ๖ ชั้น จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ.ศ.๒๓๑๐

หม่อมบุนนาคหรือนายบุนนาค ผู้สืบวงศ์เฉกอะหมัดลำดับชั้นที่ ๖ เข้ารับราชการและเป็นขุนนางที่ได้รับใช้ใกล้ชิดด้วยความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้สมรสกับเจ้าคุณนวล พระกนิษฐภคินี ของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยว ดองกับพระองค์ท่าน หม่อมบุนนาครับราชการสนองพระเดชพระคุณมีความดีความชอบมากมาย ทรงโปรด เกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งและตั้งให้เป็นเจ้าพระยามหาเสนาที่สมุหพระกลาโหม แล้วเป็นเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา ท่านผู้นี้เป็นต้นสกุล “บุนนาค” นับเป็นชั้นที่ ๑

ในปัจจุบันเราก็ยังคงพบเห็นผู้ที่มีนามสกุลนี้อยู่ แม้แต่ในวงการบันเทิงเช่นกัน เช่นในละครก็ยังมีสกุลบุนนาคปรากฎอยู่เช่นกัน

พระยา สุวรรณคีรีสมบัติ (เหยี่ยง แซ่เฮา)

๒.สกุล  ณ สงขลา เป็นตระกูลสำคัญของเมืองสงขลา แต่น้อยคนจะรู้ว่าตระกูลนี้มีความสำคัญอย่างไร สร้างความเจริญอะไรให้กับเมืองบ้าง นับย้อนกลับไปสามร้อยปี มีชายชาวเมืองเจียงจิ้วหู้ มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน นามว่าเหยี่ยง แซ่เฮา เดินทางเข้ามาตั้งรกราก ณ เมืองสงขลา เริ่มต้นทำมาหากินด้วยอาชีพเกษตรกรรมแล้วจึงขยายตัวทำการประมง กระทั่งเติบโตเป็นคหบดี รู้กันในหมู่ราษฏรว่า “ตั้วแปะ” ต่อมาได้เริ่มรับราชการเป็นนายอากรรังนก เกาะสี่เกาะห้า ด้วยความจงรักภักดีและความสามารถอันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็น ‘หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ’ มีตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาคนที่ 1 บทบาทของตระกูล ณ สงขลา แห่งเมืองสงขลาเริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้น

ย้อนไปช่วงที่สุลต่านสุไลมานตั้งตัวเป็นกบฏ แข็งเมืองต่อกรุงศรีอยุธยา ไม่ยอมรับอำนาจของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พร้อมสถาปนารัฐสุลต่านที่หัวเขาแดง ฝั่งอยุธยาฯ ทนไม่ได้จึงส่งกองกำลังมาปราบปรามจนกลายเป็นเมืองร้าง ไม่นานฝั่งอยุธยาฯ แต่งตั้ง ‘พระยาวิไชยคีรี’ และย้ายเมืองมายังฝั่งแหลมสน หากนับจากช่วงสมัยธนบุรีจวบจนสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เชื้อสายตระกูลสงขลา ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสงขลามาหลายชั่วอายุคน รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 126 ปี นับจากพระยาสุวรรณคีรีสมบัติ (เหยี่ยง แซ่เฮา) พ.ศ.2318 – 2327 , เจ้าพระยาอินทรคีรี (บุญหุ้ย) พ.ศ.2327 – 2355 , พระยาวิเศษภักดีฤทธิ์(เถี้ยนจ๋ง) พ.ศ.2355 – 2360 , พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) พ.ศ.2360 – 2390 , เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง) พ.ศ.2390 – 2408 , เจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่น) พ.ศ.2408 – 2427 , พระยาวิเชียรคีรี (ชุ่ม) พ.ศ.2427 – 2431 จวบจนกระทั่งเจ้าเมืองพระยาวิเชียรคีรี (ชม) พ.ศ.2431 – 2444

ภายใต้การปกครองของผู้นำของตระกูล ณ สงขลา มีการรับอิทธิพลศิลปะวิทยาการใหม่ ๆ จากปีนัง และ สิงคโปร์ เมืองสงขลากลายเป็นเมืองท่าที่เจริญขึ้น ภายใต้การพัฒนาเมือง สมัยของเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (บุญสัง) เป็นช่วงที่บ้านเมืองปลอดจากศึกสงขลา ส่งผลให้การค้าขายกับต่างชาติมีความเฟื่องฟู เกิดย่านการค้า มีการก่อสร้างถนนจากสงขลาไปไทรบุรี เพื่อเชื่อมระหว่างไทย – มาเลเซีย เป็นสายแรก ส่งผลให้เศรษฐกิจของเมืองสงขลาเติบโตขึ้น
ความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเมืองสงขลา ส่งผลให้ศิลปกรรมในยุคแรก ๆ ได้รับอิทธิพลจากจีน ทั้ง จวนเจ้าเมือง บ้านเรือนราษฏร ซุ้มประตูเมือง ตลอดจนสถาปัตยกรรมทั้งวัดต่าง ๆ รวมไปถึงการสร้างอาคารสถาปัตยกรรมจีนผสมตะวันตกจำนวนสี่หลัง เมื่อประมาณปี พ.ศ.2421 เพื่อเป็นคฤหาสน์แก่บุตร

16 ปีต่อมา ทางราชการได้ใช้อาคารหลังนี้เป็นจวนสำหรับข้าหลวงพิเศษจากกรุงเทพฯ เวลาเดินทางมาตรวจราชการที่สงขลาและนครศรีธรรมราช ต่อมาจีงใช้เป็นศาลาว่ากลางจังหวัดสงขลา จนมาเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสงขลา ส่วนบุคคลในสายสกุล ณ สงขลา ล้วนสร้างความเจริญให้บ้านเมืองจนทางฝั่งกรุงเทพฯ พระราชทานนามสกุล ณ สงขลา พระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน (ฑิต) เป็นผู้ได้รับพระราชทานนามสกุล “ณ สงขลา” เขียนเป็นอักษรโรมันว่า “Na Sonkla” (ปัจจุบันสะกด Na Songkla) ขณะที่ดำรงบรรดาศักดิ์พระพฤกษาภิรมย์ ตามประกาศครั้งที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พุทธศักราช 2450 เป็นลำดับที่ 108 ของประเทศนั่นเอง

๓.สกุล “อมาตยกุล” เป็นสกุลที่ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีและได้มีสมาชิกในสกุลนี้รับราชการในกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ติดต่อกันมาทุกรัชกาล นับว่าเป็นสกุลที่ได้ทําประโยชน์แก่ประเทศชาติไม่น้อยหน้าสกุลอื่น

ต้นวงศ์ของสกุลอมาตยกุล เท่าที่สืบได้คือพระยาสมบัติยาธิบาล(บุญเกิด) ท่านผู้นี้เป็นบุตรพระเสนานนท์ ซึ่ง รับราชการอยู่ในแผ่นดินสมเดจ็ พระเจ้าบรมโกศ กรุงศรีอยุธยาพระยาสมบัติยาธิบาลได้สมรสกับคุณหญิงแป้น บุตรีพระยาราชสงคราม (ปาน) ซึ่งเป็นผู้ชะลอพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ

ในปัจจุบัน มีดารานักแสดงมากมายที่ใช้นามสกุลนี้ เช่น คิตตี้ ชิชา อมาตยกุล

ขอขอบพระคุณที่มาและรูปภาพจาก partiharn , hatyaifocus

เผยแพร่เพื่อศึกษาอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close