จดหมายลูกโซ่ ครั้งแรกในเมืองไทย

ในสมัยปัจจุบันนี้ก็เห็นมีในโซเซียลอยู่ไม่น้อย บางคนรับเพื่อไม่ดูโดนส่งข้อความมาให้ส่งต่อสิบคนยี่สิบคนบ้าง ส่งแล้วจะรวยอยู่เย็นเป็นสุข ใครไม่ส่งขอให้ไม่สมหวังอะไรก็ว่ากันไป และก็มีหลายรูปแบบ บางทีก็เป็นเลขหวย วันนี้ขอเล่าเรื่องราวจดหมายลูกโซ่สมัยโบราณ ซึ่งครั้งหนึ่งถูกส่งเวียนไปยังประชาชน ส่วนมากข้อความในจดหมายนั้นเป็นการคัดลอกจากจดหมายต้นแบบซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน และมีจุดประสงค์อะไร แต่ประเดนสำคัญในจดหมายนั้นสั่งให้คัดลอกข้อความทั้งหมดในจดหมายดังกล่าวเป็นจำนวน 7 ฉบับ แล้วให้ส่งต่อไปยังผู้อื่น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ปรากฏว่ามีผู้คนหลงเชื่อจำนวนมาก คัดลอกข้อความดังกล่าวแล้วส่งต่อไปยังผู้อื่นอีกกลายเป็นจดหมายลูกโซ่ที่แพร่สะพัดทั่วบ้านทั่วเมืองก่อนจะค่อยๆซาหายไป เพราะไม่มีผู้เชื่อถือมากขึ้น ใครได้รับจดหมายไร้สาระเหล่านี้ก็โยนทิ้งไป จดหมายลูกโซ่จึงหายไปไม่เป็นที่สนใจของใครต่อใครอีก

เหตุที่มีคนเชื่อและคัดลอกข้อความส่งต่อไปอีกนั้น เนื่องจากข้อความในจดหมายบอกว่า ถ้าใครไม่คัดลอกและส่งต่อจะได้รับอันตรายและได้รับภัยพิบัติน่ากลัวต่างๆนาๆ แต่ถ้าหากคัดลอกแล้วส่งต่อไป ก็จะมีดชคลาภและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเจริญรุ่งเรือง…เพราะอย่างนี้แรกๆจึงมีคนเชื่อ

ในสมัยโบราณก็มีการแพร่กระจายข่าวในลักษณะ จดหมายลูกโซ่ มาแล้ว และผลจากจดหมายลูกโซ่ดังกล่าวทำให้เกิดเหตุร้ายตามมาถึงขั้นเสียชีวิตและเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกันอย่างน่าอนาถ

ข่าวลักษณะจดหมายลูกโซ่ดังกล่าวเริ่มจาก เสียงเล่าลือแบบปากต่อปาก ทางจังหวัดชายแดนภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดที่ติดกับประเทศลาวซึ่งมีแม่น้ำโขงขวางกั้น ข่าวที่ว่านี้เป็นคำพยากรณ์ของผู้มีบุญซึ่งแพร่ออกไป โดยระบุว่าจะเกิดเหตุเภทภัยอันตรายอันเหลือเชื่อต่างๆ หากใครไม่เชื่อถือคำพยากรณ์ก็จะประสบกับภัยนาๆประการ หากเชื่อคำพยากรณ์ก็จะพบกับความเจริญรุ่งเรือง อายุยืนยาว สรุปข่าวพยากรณ์จากผู้มีบุญมีข้อความประมาณว่า

1.กรวดแร่ที่ข้างวัดหนองเลา หนองซำ แขวงเมืองเสลภูมิ ถ้าใครนำไปก่อเจดีย์ทราย พร้อมกับรำลึกถึงผู้มีบุญด้วยความเคารพบูชา พอถึงวันอาทิตย์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลูตรีศก ศักราช 1263 กรวดแร่นั้นจะกลายเป็นเงินทอง

2.หากผู้ใดมีตัวไหม หมู กระบือเขาตู้ ทั้งสามอย่างนี้มีไว้ครอบครอง กรวดแร่ของผู้นั้นจะไม่กลายเป็นเงินทองตามประสงค์ ไม่แต่เพียงแค่นั้น ทั้งสามสิ่งนี้จะกลายเป็นโทษ ตัวไหมจะกลายเป็นงูและเงือก ถอดเขี้ยวขบเจ้าของ หมูและกระบือเขาตู้จะกลายเป็นยักษ์เที่ยวกินคน

3.รากไม้ที่อยู่ตามฝั่งน้ำ ซึ่งเป็น ฝอยละเอียด ฟักเขียว ดอกจาน (ทองกวาว) ของทั้งสามอย่างนี้จะกลายเป็นประโยชน์ กล่าวคือ รากไม้ที่อยู่ตามฝั่งน้ำเป็นฝอยละเอียดนั้นจะกลายเป็นไหม ให้เก็บมาไว้จะได้ไม่ต้องลำบากเลี้ยงไหมต่อไป ฟักเขียวจะกลายเป็นช้าง ดอกจานจะกลายเป็นครั่งสำหรับย้อมไหม

ผู้คนต่างพากันตื่นข่าวนี้มากและเก็บของสามสิ่งนี้ไว้มากมาย ด้วยหวังว่าสิ่งของเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งมีค่าดังคำพยากรณ์

4.ถึงวันอาทิตย์ 15 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลูตรีศก ศักราช 1263 ตรงกับวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 120 จะเกิดลมพายุจัดจนตัวคนก็อาจปลิวไปกับลมได้ ให้ปลูกต้นสิงไค (กอตะไคร้) ไว้ที่บันไดเรือน เมื่อเวลามีลมพายุมาจะได้เหนี่ยวกอตะไคร้ไว้ มิเช่นนั้นตัวคนก็อาจจะปลิวไปตามลม และโลกจะมืด 7 วัน 7 คืน ให้หาไม้ลิ้นฟ้า (ไม้เพกา) มาไว้เพื่อจะได้จุดไฟให้แสงสว่าง

5.เงินของราษฎรที่มีอยู่จะกลายเป็นเหล็ก ให้นำเงินไปซื้อสิ่งของเสียให้สิ้น เพื่อจะได้ไม่เสียไปเปล่าๆ

6.หญิงสาวที่ยังไม่มีสามี ให้ไปเที่ยวหาสามีเสีย หรือยอมเสียค่าสินสอดให้กับชายเพียง 1 อัฐ 1 โสฬส ถ้าหากหญิงใดหาชายโสดไม่ได้ให้ยอมเป็นภรรยากับชายที่มีภรรยาแล้ว แต่ต้องเสียอัฐแก่ภรรยาเดิม 4 อัฐ เป็นค่าซื้อสามี ถ้าไม่ทำเช่นนั้นยักษ์จะมากินจนหมด

คำล่ำลือเช่นนี้ขยายออกไปเป็นวงกว้าง สร้างความตื่นตระหนกแก่ราษฎรชาวอีสานเป็นอย่างมาก นอกจากจะเป็นคำเล่าลือแบบปากต่อปากแล้ว ยังมีข้อความเขียนบนกระดาษแจกจ่ายไปทั่ว และยังสั่งให้คัดลอกคำพยากรณ์ทั้งหมดแจกจ่ายต่อไปอีก ทำให้เกิดเป็นจดหมายลูกโซ่ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

จากคำเล่าลือและจากจดหมายลูกโซ่ ซึ่งกระจายออกไปแทบทั่วทุกจังหวัดทางภาคอีสาน ราษฎรที่ขาดความรู้ต่างหลงเชื่อคำพยากรณ์เหล่านั้นอย่างจริงจัง บางคนก็ต่างไปเก็บเอากรวดแร่มาบูชาไว้ในบ้านเพื่อรอคอยให้กลายเป็นทองคำ บ้างก็เชื่อว่าเงินจะกลายเป็นเหล็กก็ต่างพากันไปจับจ่ายใช้สอย เงินที่เหลือบ้างก็ทิ้งไปบ้างก็เอาให้พ่อค้าคนจีนเปล่าๆ หลายแห่งหญิงสาวโสดที่เชื่อคำพยากรณ์ ก็พากันไปหาสามีมาอยู่กินด้วย บางทีพ่อแม่สนับสนุนก็มี บางคนไปเป็นเมียน้อยสามีผู้อื่นก็เกิดโกลาหนวุ่นวายไปทั่ว

ไม่เพียงแต่ราษฎรจะหลงเชื่อคำพยากรณ์จดหมายลูกโซ่ แม้แต่ข้าราชการในท้องถิ่นก็พลอยเชื่อไปด้วย หลายคนไม่มาทำงานตามหน้าที่ ข้าวในนาก็ปล่อยทิ้งไม่เก็บเกี่ยว ปล่อยให้โคกระบือเข้าไปกินจนเสียหายไปหมด พวกที่ทำไร่อ้อยก็ปล่อยทิ้งไม่ไปตัดอ้อยไปขาย แล้วพากันไปเก็บก้อนกรวดมาไว้ที่บ้านแทน เนื่องจากเชื่อว่าจะร่ำรวยเมื่อก้อนกรวดจะกลายเป็นทองคำ …

เครดิตโดย นพรัตน์

เอื้อเฟื้อโดย นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

ขอบคุณรูปภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

จุดประสงค์เผยแพร่เพื่อศึกษาเรื่องราวในอดีต

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close