ตำนานการสร้างเมือง จาก “เทพนคร” สู่ “กรุงศรีอยุธยา”

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสร้างเมืองอัศจรรย์ “เมืองเทพนคร” ในพระราชพงศาวดารฝ่ายเหนือฉบับหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตามความเชื่อของคนไทยยุคโบราณว่าเมืองต่างๆนั้นเทวดาได้จำแลงร่างมาร่วมกันสร้างเอาไว้ ที่ดินแดนล้านนา มีบ้านเล็กเมืองน้อยหลายเมือง ต่างก็ทำสงครามแย่งชิงบ้านเมืองกันอยู่เสมอ ณ เมืองเชียงราย มีเจ้าเมืององค์หนึ่งท่านรักความสงบ และไม่ได้สะสมกำลังรบไว้มากนัก ต่อมาพวกมอญสะเทิมได้ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงราย เจ้าเมืองเห็นว่ามีข้าศึกมากมายเห็นทีจะสู้ไม่ไหวแน่ๆ ก็เลยทิ้งเมืองเชียงราย จึงพาไพล่พลราษฎรอพยพหนีมาทางแม่น้ำพิงค์ และเจอเมืองร้างเมืองหนึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกข้างใต้เมืองกำแพงเพชร จึงพากันตั้งอยู่ที่นั้น และสร้างเมืองขึ้นเป็นราชธานีให้ชื่อว่า “เมืองไตรตรึงส์” แล้วสถาปนาตนเป็นเจ้าเมืองไตรตรึงส์ปก ครองแผ่นดินให้ราษฎรสร้างฐานนะทำมาหากินอย่างมีความสุข

ต่อมาในสมัยพระเจ้าไตรตรึงส์องค์ที่ ๓ ชาวเมืองยังอยู่กันอย่างมีความสุข บ้านเมืองก็ยังไม่มีข้าศึกมารุกราน ในตลาดมีพ่อค้าแม่ค้ามากมาย มีผู้คนมาจับจ่ายกันอย่างคึกคัก ครั้งนั้นมีชายยากจนคนหนึ่ง มีรูปร่างวิกลด้วยโรคประหลาดจึงไม่ค่อยสุงสิงพูดคุยกับผู้คนสักเท่าไหร่ ตามตัวชายคนนี้มีตุ่มปุมปมมากมาย ชาวบ้านก้พากันรังเกียจและเรียกเขาว่า “ชายแสนปม” ชายแสนปมอาศัยอยู่เกาะทางใต้ของเมืองไตรตรึงส์ทำไร่หาเลี้ยงชีพ

ชายแสนปมเขาทำตัวเรียบง่าย แต่ก็มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น ด้วยบ้านเรือนของเขาตั้งอยู่ห่างไกลจากผู้คน เขาจึงทำตัวตามสบาย เช่น ปัสสาวะขับถ่ายตามพุ่มไม้อยู่เป็นประจำ ครั้งหนึ่งเขาปัสสาวะที่โคนต้นมะเขือต้นหนึ่งในไร่ของตนเองโดยเขาไม่ได้คิดอะไร แต่ปรากฏว่าต้นมะเขือต้นนั้นออกดอกออกผลงดงามอย่างอัศจรรย์ กระทั่งมีชายคนหนึ่งมาเห็นเข้าและลอบเด็ดไปขายที่ตลาด และมีผู้ซื้อไปทำอาหารและส่งทำเครื่องเสวยที่ในวัง

คนครัวในวังได้นำผลมะเขือเหล่านั้นมาปรุงเป็นพระกระยาหารและมีรสชาติอร่อย ครั้นพระธิดาองค์หนึ่งของพระเจ้าไตรตรึงส์เกิดเสวยเสวยพระกระยาหารที่มีผลมะเขือนั้นเข้าไป อยู่มาไม่นานพระธิดาองค์นั้นก็ทรงพระครรภ์ขึ้นมาทั้งที่มิได้อภิเษกสมรสหรือเคยคบชู้สู่ชายแต่อย่างใด สร้างความอัศจรรย์และกังขาไปทั่วราชสำนัก พระเจ้าไตรตรึงส์ทรงตรัสถามครั้งใด พระธิดาก็ทรงยืนยันว่าพรหมจรรย์ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับชายใด เมื่อถึงเวลากำหนดคลอดพระธิดาก็คลอดออกมาได้บุตรชาย พระเจ้าไตรตรึงส์ถึงจะพิโรธเพียงใดก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น พระองค์ก็ทรงอยากรู้ว่าผู้ใดหรือเหตุใดจึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ จะต้องมีใครสักคนที่เป็นบิดาของบุตรนั้นแต่ก็ทนเก็บความกังขานั้นไว้

ครั้นเมื่อพระกุมารเจริญวัยขึ้นพอรู้ความ พระเจ้าไตรตรึงส์ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งให้ชายชาวเมืองไตรตรึงส์มาเข้าเฝ้า และให้หาของมาถวายพระกุมารราชนัดดาด้วยทุกคน จากนั้นก็ทรงอธิษฐานว่า ถ้ากุมารน้อยนั้นเป็นบุตรของชายใดก็ขอปรากฏเหตุนิมิตให้ทราบด้วยเถิด ครั้งนั้นชายแสนปมก็ถูกเรียกเข้าเฝ้าด้วย แต่ด้วยความที่ยากจนไม่มีอะไรจะถวาย มีแต่ข้าวสุกก้อนหนึ่งถือเข้าไป เมื่อเข้าเฝ้าพระที่นั่ง พระกุมารนั้นเกิดชอบเฉพาะข้าวสุกของชายแสนปมเพียงผู้เดียว

ด้วยเหตุปรากฏตามคำอธิษฐานของพระเจ้าไตรตรึงส์ได้รับความอัปยศอดสูนัก จึงสั่งให้เอาพระกุมารและพระธิดาแม่ของพระกุมารปล่อยลงแพลอยน้ำไปกับชายแสนปม เป็นคราวเคราะห์ของพระธิดากับพระกุมารน้อยหรืออย่างใด ถึงต้องมาประสบชะตากรรมแบบนี้ ส่วนชายแสนปมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ลำพังตนเองยังลำบากไม่ค่อยจะพอกิน และโดนลอยแพตามลำน้ำโดยไม่ทราบสาเหตุถึงความผิด และพระธิดากับพระกุมารต้องมาโดนลงโทษด้วยไม่รู้สาเหตุอะไร และต้องมาทนทุกข์เวทนาไปด้วย ที่ไร่ของตนนั้นก็ยากจน ไม่มีอะไรรองรับให้สมพระเกียรติแก่พระธิดาและพระกุมารเลย

พระอินทร์รู้เหตุการณ์จึงจำแลงเป็นลิงเอากลองสารพัดนึกลงมาให้นายแสนปมใบหนึ่ง บอกว่าปรารถนาสิ่งใดก็ให้ตีกลองใบนั้นจะสำเร็จได้ดังปราถนาสามครั้ง ชายแสนปมไม่เชื่อแต่ก็ลองตีกลองใบนั้น ครั้งแรกเขาปรารถนาให้ปุมปมตามตัวเขาหายไป พอสิ้นคำอธิษฐานปุมปมตามตัวเขาก็หายไปหมดสิ้น ทำให้เขาอยากลองตีอีกครั้ง และครั้งที่สองเขาอธิษฐานว่า เขาอยากจะมีบ้านเมืองสำหรับครอบครอง หลังจากตีกลองแล้วก็มีปราสาทบ้านเมืองผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ไม่นานก็กลับกลายเป็นอาณาจักรที่สวยงามอย่างวิจิตรพิสดาร แต่เขายังไม่ปักใจเชื่อนัก เขาคิดว่าบ้านเมืองนั้นเป็นภาพลวงตาไม่มีจริง และเขาต้องพาพระธิดาและพระกุมารกลับไปยังที่พักของเขา เขาก็อยากได้เปลไว้ให้กุมารน้อยได้นอน เขาจึงตีกลองอีกครั้งซึ่งเป็นครั้งที่สาม สิ้นเสียงกลองก็เกิดอัศจรรย์บันดาลเปลทองคำขึ้นมา

เมื่อตระหนักว่าสิ่งอัศจรรย์นั้นไม่ใช่ความฝัน เขาจึงเดินเข้าเมืองประหลาดนั้นและเก็บกลองใบนั้นไว้อย่างดี เขาได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า “พระเจ้าศิริชัยเชียงแสน” ด้วยรูปโฉมงามดูดีกว่าชายหนุ่มทั้งปวง ส่วนปุมปมนั้นเขาก็ถือว่าเป็นบ้านเมืองงดงามที่อยู่ในตัวจึงนำมาตั้งเป็นพระนามกษัตริย์ตั้งเมืองอัศจรรย์ที่ผุดขึ้นมาจากดินอละคำอธิษฐานนั้นว่า “เมืองเทพนคร” ตั้งพระนามราชกุมารนั้นว่า “เจ้าอู่ทอง” ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นเปลทองคำ และก็ได้ครองเมืองเทพนครอย่างมีความสุข

เมื่อเวลาผ่านไป พระเจ้าศิริชัยชัยงแสน หรือ ชายแสนปมถึงแก่พิราลัย เจ้าอู่ทองผู้เป็นรัชทายาทจึงได้ครองเมืองเทพนครสืบต่อมา นานวันเข้ามีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้น และอาจมีบางอย่างกระทำไม่ต้องพระทัยทำให้คำอธิษฐานของชายแสนปมอ่อนแรงและคลายความขลังลง พระเจ้าอู่ทองเห็นว่าบ้านเมืองยังไม่สมบูรณ์และไม่กว้างขวางเพียงพอแก่ผู้คนที่เข้ามาอาศัยมากขึ้น พระเจ้าอู่ทองจึงให้ไพร่พลทหารและข้าหลวงไปเที่ยวหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับจะสร้างเมือง และขยับขยายให้กว้างขึ้นให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

ครั้งนั้นข้าหลวงได้สำรวจพื้นที่และได้พบว่าที่ตำบลหนองโสน มีชัยภูมิเหมาะ พอที่จะสร้างบ้านเมืองขยายให้เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองต่อไปได้ พระเจ้าอู่ทองจึงมีพระราชโองการโปรดฯ ให้กะเกณฑ์ผู้คนร่วมกันสร้างเมืองใหม่ขึ้น เมื่อแล้วเสร็จให้อพยพผู้คนจากเมืองเทพนครลงมาอยู่อาศัย และขนานนามเมืองที่สร้างขึ้นใหม่นั้นว่าพระนครศรีอยุธยา เมื่องสร้างเมืองเสร็จแล้วจึงประกอบพระราชพิธีสถาปนาบ้านเมืองและราชาภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี”

ตำนานเรื่องดังกล่าวจึงกลายมาเป็นที่มาของปฐมบทแห่งการสร้างเมืองกรุงศรีอยุธยา ราชอาณาจักรสยามที่สวยงามและเป็นที่เกิดประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ดังที่พระราชพงศาวดารกรุงเก่าบันทึกไว้ว่า

“ครั้งเมื่อจุลศักราช ๗๓๒ ปี พระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์เชียงรายซึ่งเสวยสมบัติในเมืองเทพนคร เมืองนี้ที่อยู่ใกล้กับเมืองที่มีอำนาจจะเป็นที่คับแคบ ซึ่งพระเจ้าอู่ทองจะขยายแดนออกไปอีกไม่ได้ หรือกลัวเมืองอื่นจะมาทำอันตรายได้ง่ายอย่างใด จึงเสด็จลงมาสร้างเมืองหลวงขึ้นที่ตำบลหนองโสนข้างทิศตะวันตกกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไม่ได้ไปตั้งกรุงเดิมนั้นก็คงจะทรงเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาได้มีแม่น้ำแต่ด้านเดียว ที่ๆ สร้างกรุงใหม่ได้แม่น้ำถึง ๓ ด้าน เมื่องสร้างกรุงแล้วจึงขนานนามพระนครใหม่ว่า กรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยา ต่อมาเรียกกรุงเทพทวารวดีบ้าง กรุงศรีอยุธยาบ้าง แต่ชื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นที่นิยมเรียกใช้กันมาก ตลอดถึงต่างประเทศ แลพม่า มอญ เขมร ลาว ก็เรียกเมืองไทยว่ากรุงศรีอยุธยา แต่ฝรั่งใช้คำห้วนเรียกว่า อยุธยา” ….

อ้างอิงจากหนังสือ เล่าเรื่องกรุงศรีฯ

เผยแพร่เพื่อศึกษาอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close