พระมงคลสุธี (หลวงปู่แขก) วัดสุนทรประดิษฐ์

ชาติภูมิของพระมงคลสุธี (แขก ปภาโส) นามเดิม ลำยอง นามสกุล นาทีทองพิทักษ์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๗ ตรงกับแรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีชวด ณ บ้านกรุงกรัก ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก บิดาชื่อนายเฮง มารดาชื่อนางพัน อาชีพทำไร่ มีพี่น้องรวม ๗ คน

ชีวิตนี้ขอให้ได้บวชก่อนตาย เมื่อวัยหนุ่มถึงอายุ ๒๑ ปี ได้มองเห็นพระภิกษุสามเณรน้อยๆตลอดเวลาที่ไปทำบุญที่วัดและคิดว่าอาชีพในเพศฆราวาสวิสัยนี้ลำบากมาก จึงคิดอยู่เสมอว่า ถ้ามีโอกาสมีบุญวาสนาบ้างคงได้บวชตั้งจิตอธิษฐานว่า “ขออย่าได้ตายก่อน ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชจนกว่าชีวิตจะหาไม่” และแล้วบุญที่ตั้งใจไว้ก็สัมฤทธิ์ผล บังเอิญแม่แก่ชื่อโถม ซึ่งเป็นแม่ของโยมแม่อยู่ตลาดบางระกำไปเยี่ยมบ้านที่กรุงกรัก แม่แก่ถามว่า มึงจะบวชพระไหมเท่านั้น หลวงปู่แขกท่านก็ตอบรับทันที แม่แก่จึงนำตัวลงเรือพามาอยู่ที่บ้านบางระกำและนำตัวมาฝาก หลวงพ่อพระครูพุทธสุนทร (หลวงพ่อหรุ่น) ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาส และเป็นพระอุปัชฌาย์ในสมัยนั้น หลวงพ่อรับไว้แล้วให้อยู่วัดนานถึง ๔ เดือน เพื่อท่องขานนาคหนังสือเจ็ดตำนานที่ใช้ในงานพิธีต่างๆ สมองจำไม่ค่อยได้ ต้องพยายามใช้ขันติอดทนใช้กะลาตาเดียวหนุนศีรษะ ถ้าศีรษะตกเมื่อไร เมื่อนั้นตื่น เมื่อตื่นต้องท่องหนังสือให้ได้ตามที่หลวงพ่อสั่งไว้

ได้ออกบวชตามปรารถนา เมื่อบวชแล้ว จากนั้นก็เล่าเรียนการศึกษา เพราะหนังสือเราก็เรียนใม่เก่ง เราไม่ได้เรียนอะไรมามากมาย เรียนหนังสือวัดก็ต้องอาศัยการฝึกฝน อยู่ในวัดเรียนปริยัติธรรม สอบนักธรรมตรี สอบนักธรรมโทได้ ต่อมารุ่นพี่ๆ เขาสึกไปหมดก็เหลือเราคนเดียว ก็เลยต้องช่วยเหลือหลวงพ่ออุปัชฌาย์ ช่วยเหลืองานปกครองพระในวัด และอะไรต่ออะไร เพราะท่านก็อายุมากแล้วเราก็ต้องช่วยสอนหนังสือ ดูแลพระสงฆ์องค์เฌรแทนท่าน เป็นเลขาฯ ให้ท่านคุมการสอบด้วย จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๑๐๐ หลวงพ่ออุปฌาชย์ท่านมรณภาพ พอหลังจากทำพิธีศพท่านเสร็จแล้ว เขาก็แต่งตั้งให้อาตมาเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสและเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอตั้งแต่นั้นมา
พ.ศ. ๒๔๘๗ ได้อุปสมบทโดย พระครูพุทธสุนทร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เปลื้องเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เรื่อง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ พัทธสีมาวัดสุนทรประดิษฐ์ ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อบวชแล้วได้ศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นตรี ชั้นโท ได้ตลอด แต่นักธรรมชั้นเอกสมัครติดต่อกันถึง ๑๐ ปี ก็สอบไม่ได้ พยายามจนถึงที่สุดก็สอบไม่ได้ บุญไม่ถึง ในระหว่างสอบนักธรรมชั้นเอกอยู่นั้น ก็ได้เป็นครูสอนนักเรียนชั้นตรี-โท รุ่นน้องๆ ทุกพรรษา บางพรรษาก็สอนที่วัดพรหมเกสรบ้าง วัดกรุงกรักบ้าง เวียนกันไป

เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว ได้สนใจปฎิบัติธรรมจากพระไตรปิฎกบ้าง จากพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงสอนกรรมฐานในที่ต่างๆ บ้าง เช่น หลวงพ่อปุย วัดปากลัด บางตาโต อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร และนั่งกรรมฐาน เช้าออกรับบิณฑบาตรแล้วไม่เข้าวัด เดินเลยไปฉันในป่าช้ากลางป่า ในท้องทุ่งนาบ้าง ส่วนใหญ่ในป่าช้าที่มีหลุมฝังศพจะไปบ่อยครั้ง และฉันน้ำที่เป็นหลุมบ่อในป่านั่นเป็นประจำ แล้วรีบกลับวัด เพื่อนำพระเณรทำวัตรเช้าและเย็น ได้ท่องอักขระเลขยันต์ วิชาศาสตร์กรรมฐานในสติปัฏฐานสูตร ฝึกดำน้ำวิปัสสนา บางครั้งหลงจมน้ำเกือบตาย ต้องหายใจทางหูแทนทางจมูก จึงรู้วิธีกลั้นลมหายใจทางจมูกแล้วยังมีหายใจทางหูได้อีก จึงได้ฝึกฝนทุกวันทั้งทางน้ำและในที่สงบ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

เริ่มฝึกกรรมฐานทางการเพ่ง ส่วนมากทางด้านปฎิบัติ พื้นเดิมทีอาตมาเป็นคนบ้างนอก อ่านเขียนปริยัติก็ไม่ได้ ศึกษาอะไรมาก็ไม่มาก หนังสือก็เรียนมาน้อย ความรู้ต่ำ เมื่อมาบวชแล้วนี่คนเราธรรมดาเหมือนปลาเอาขึ้นจากน้ำ มันก็จะดิ้นลงน้ำอีก คนเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อเข้ามาบวชแล้วทั้งๆ ที่หนีทุกข์มา เมื่อมาถูกร้อยรัดเพราะพระธรรมมันยังไม่เข้าหัวฝังจิตใจ ก็เป็นธรรมดาที่อยากจะสึกตามพรรคตามพวกก็ว่ากันไปตามเรื่อง แต่พอมาคิดมุมกลับอย่างนี้ คือ มาคิดว่าเราท่องหนังสือก็ไม่ค่อยได้ด้วย เพราะจิตใจมันถูกแบ่ง มันไม่เข้าถึงสมาธิอะไร ก็เลยเอาพระพุทธรูปเข้ามาขัดแล้วก็นั่งเพ่งเป็นครั้งแรกเลยที่ฝึกอย่างนั้น พอฝึกได้ก็รู้สึกว่าดี ท่องหนังสือพอจำได้ เมื่อก่อนหนังสือหน้าหนึ่งหลวงปู่ท่องตั้งสองวันสามวันกว่าจะได้ เพราะเราไม่เคยท่องมันก็ไม่ได้ พอฝึกอย่างนี้ก็รู้สึกความจำดีขึ้น ก็พยายามฝึกมาเรื่อยๆ หนักเข้าก็นั่งฝึกเพ่งตะเกียงบ้าง แสงไฟบ้าง ใช้วิธีเพ่งจนน้ำหูน้ำตาไหลเต็มหน้าอก เปียกหมด ทำอย่างนั้นตลอด

ถือวาจาสัตย์ ต่อมาก็ไปเรียนวาจาสัตย์ จากหลวงพ่อต่วน วัดราชศีรีมาส เรียกว่าห้ามเพ้อเจ้อ ห้ามด่า ห้ามโกรธ อะไรทำนองนั้น เรื่องความสัตย์ก็พยายามฝึก การฝึกพวกนี้ก็ต้องอาศัยสติ พยายามเดินเวลาจะไปถาน ไปส้วมนี่ต้องเดินไปตามสะพานเข้าไปในป่าโน่น ซึ่งอยู่ห่างจากกุฎิ ก็ต้องพยายามใช้สติเวลาออกจากกุฎิถอดกลอนเราก็รู้ค่อยๆ เปิดไม่ให้ดัง ให้มีสติตลอดเดินมาที่ถานกี่ก้าว กลับมากี่ก้าวให้รู้ใช้สติ ก็พยายามฝึกทำมาเรื่อยๆ เวลาเด็กเล็กทำผิดอะไร เราก็พยายามไม่โกรธ ไม่ดุ ไม่ด่า ทำนองนี้ ผลที่สุดก็ฝึกได้ดี มาวันหนึ่งก็นั่งฝึกเพราะเบื้องต้นนี้เราไม่มีครูบาอาจารย์แนะนำ แต่อาศัยฝึกตามตำราบทเรียน

บิณฑบาตป่าช้าจากผี เดิมด้านหลังวัดเป็นป่าช้ากลางวันยังไม่มีใครเดินเลยเขากลัวผีกัน วัดอยู่ริมน้ำ พอหลวงพ่ออุปัชฌาย์มรณะ อาหารก็เริ่มขาดแคลน เวลาบิณฑบาตรก็ได้แต่ข้าว กับข้าวไม่ค่อยมี เพราะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชาวบ้านก็น้อยคิดว่าจะทำยังไงดี ก็เลยไปปรึกษาพระผู้ใหญ่ท่านก็ให้การสนับสนุนก็ได้ไปทะเลาะกับผี ไล่ผีออกจากป่าช้า คือพื้นที่ที่เป็นป่าช้าทั้งหมดเป็นที่ของวัด มีทั้งหมด ๓๔ ไร่ ก็ไปขอผีไปบิณฑบาตรจากผี แล้วอาตมาก็เข้าไปฉันในป่าช้า ตอนที่เข้าไปขอหลังจากตอนเช้าบิณฑบาตรเสร็จแล้ว อาตมาก็เข้าไปฉันในนั้นเสร็จก็ยะถา สัพพี เรียกวิญญาณทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ ทั้งหมดมารับส่วนบุญส่วนกุศล รับอนุโมทนาส่วนกุศล ทำทุกๆวันประมาณเดือนกว่า แล้วก็อ้างจุดประสงค์ของเราว่า ดวงวิญญาณทั้งหลายมารับส่วนบุญส่วนกุศลกันแล้วนะ อาตมาต้องการจะเอาที่ตรงนี้เพื่อให้ประชาชนไว้เป็นแหล่งทำมาหากิน หวังว่าจะไม่ขัดข้องกัน ใครมาอยู่ก็ไม่ได้ขับไล่ แต่ดวงวิญญาณไหนดื้อเกเรก็อย่าอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ไล่ส่ง ถ้าอยู่แล้วเขาทำมาหากินก็ช่วยส่งเสริมให้เขาทำมาหากินรุ่งเรือง ให้เขาอยู่เย็นเป็นสุขนำความเจริญมาสู่บ้านเรือน ทำมาค้าขายก็เจริญรุ่งเรือง ให้อยู่ด้วยกัน เมื่อเขาร่ำรวยมีฐานะดีแล้วเขาก็ทำบุญให้ทุกวัน ทุกเช้าตักบาตรทำบุญให้เขาก็แผ่ส่วนบุญกุศลให้ไม่ได้ขับไล่ ก็บอกกับเขาดีๆ อาตมาก็ทำแบบนี้มานานร่วมเดือนเลยนะ ตอนนั้นก็เข้าไปป่าช้าบอกกล่าวบิณฑบาตรกับผีอย่างนี้ทุกวัน
จากนั้นก็เอารถแทรกเตอร์จากกรมทางหลวงมาช่วยปรับพื้นที่ ถ้าเจอผีก็เอาขึ้น เจอกระดูกก็เอาขึ้นเผา ถ้าผีสดหน่อยก็ให้เจ้าของเขามารับไป ทำจนเสร็จแล้วก็ให้ทางช่างเทศบาลเขามาวางผังให้ จากนั้นก็ให้ชาวบ้านเขามาจอง ขอหน้าดินเขาช่องละสองพันบาท ทำถนน ทำตลาด ส่วนกลางมีที่จอดรถ ทุกวันนี้ค้าขายกันเจริญรุ่งเรือง อยู่มาจะร่วม ๓๐ ปี เกิดไฟไหม้ตลาดหมดเลย เมื่อก่อนนั้นสร้างด้วยไม้หลังจากไฟไหม้ก็ต้องมาเริ่มสร้งใหม่ ทีนี้สร้างเป็นตึก โดยให้บริษัทรับก่อสร้างเขามาประมูลสร้าง เขามาทำให้หมดทุกอย่าง พอเสร็จแล้วก็ให้ประชาชนเขาเซ้ง ก็อยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้

ตอนนั้นอาตมาคิดแค่ว่าขอให้มีอาหารเลี้ยงพระเลี้ยงเณร ไม่ได้คิดถึงผลกำไรจากตลาด ตอนนั้นก็เก็บจากแม่ค้าแค่วันละบาทเดียว ก็ได้เงินบำรุงมาแต่ก็ได้น้อย ทีนี้พระผู้ใหญ่ท่านก็ว่าให้เรียกมาประชุมใหม่ เดี๋ยวนี้บาทหนึ่งให้เด็กมันก็ไม่เอาแล้วท่านว่า อาตมาก็บอกกับท่านว่า ไม่ได้คิดแบบพ่อค้า แต่ก็ไม่เถียงท่าน ที่ท่านพูดก็ถูกต้องแต่ชาวบ้านในถิ่นนี้เขาก็ให้มาทำบุญที่นี่ตลอด บางปีเรามีบุญนั่นบุญนี่ชาวบ้านเขาก็ร่วมบริจาคเป็นพันเป็นหมื่น แพงกว่าค่าเช่าอีก อาตมาก็อธิบายให้ท่านฟัง ท่านก็เข้าใจ งั้นไม่ต้องพูดไม่ต้องประชุมก็อยู่กันมาจนปัจจุบันสัญญา ๓๐ ปี

ทุกวันนี้ทั้งอำเภอบางระกำแล้วก็ที่ข้างเคียงก็เจริญหมด ก็พัฒนามาตลอด ต้องการอย่างเดียวคือ ขอให้มีอาหารเลี้ยงพระเณร แล้วก็ต้องการพัฒนาตัวอำเภอให้เจริญเท่าอำเภออื่น แต่ก็ยังด้วยเรื่องการพัฒนาวัด วัดต่างๆในเขตอำเภอนี้เป็นวัดล้มลุก ชาวบ้านยากจน วัดก็ยังไม่เจริญ ล้มลุกๆตลอด ไม่เหมือนอำเภออื่นเขาที่มีวัดใหญ่มั่นคง

ด้านสมณศักดิ์ หลวงปู่แขก ปภาโส ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นลำดับดังนี้

ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในราชทินนามที่พระครูประภาสธรรมาภรณ์

ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามที่ พระครูสุนทรธรรมประภาส

ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะสามัญ ในราชทินนามที่ พระมงคลสุธี
นับว่าหลวงปู่แขก ปภาโส (พระมงคลสุธี) เจ้าอาวาสวัดสุนทรประดิษฐ์ มีความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนา เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนโดยทั่วไป หลวงปู่ได้เอาใจใส่ต่อการพัฒนาวัดให้มีความเจริญมาโดยตลอด ได้ก่อสร้างถาวรวัตถุเอาไว้หลายอย่าง เช่น อุโบสถ ศาลา กุฏิ เมรุ

พระมงคลสุธี (หลวงปู่แขก ปภาโ ปภาโส) มรณภาพ โดย นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก วันนี้ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เวลา ๑๘.๐๐ น. ณ ห้องเบนทูล ชั้น ๔ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก

พระมงคลสุธี (หลวงปู่แขก)วัดสุนทรประดิษฐ์ ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก
ได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เวลา ๑๕.๒๕ นาฬิกา สิริรวมอายุ ๙๔ ปี ขอน้อมส่งหลวงปู่สู่นิพพาน

ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บพลังจิต

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close