“สมเด็จพระนครินทราชาธิราช”

เดิมนั้นเป็น เจ้านครอินทร์ (พระอินทราชา) มีฐานะเป็นพระนัดดาของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพะงั่ว) คือ เป็นพระโอรสของพระอนุชา ของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพะงั่ว) ซึ่งครองเมืองสุพรรณภูมิ ได้ถูกเชิญเข้ากรุงศรีอยุธยา โดยการเชิญจากเจ้ามหาเสนาบดี ที่มีหนังสือบอกเชิญให้เข้ามาครองราชย์ เป็นกษัตริย์ กรุงศรีอยุธยา พระนามว่า สมเด็จพระนครินทราชาธิราช เป็นกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ องค์ที่ 2

เหตุการณ์เปลี่ยนราชวงศ์จากราชวงศ์อู่ทองจาก สมเด็จพระรามราชาธิราช พระโอรส ของสมเด็จพระราเมศวร มาเป็น สมเด็จพระนครินทราชาธิราชนั้น สืบเนื่องจาก เจ้ามหาเสนาบดี ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ที่รับใช้มาแต่สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า (ขุนหลวงพะงั่ว) นั้น มีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์สุพรรณภูมิ หรืออาจจะเป็นคนที่มาจากแคว้นสุพรรณภูมิเสีย ครั้งนั้น ดังนั้น การที่สมเด็จพระรามราชาธิราช ครองราชย์เป็นกษัตริย์ เจ้าหมาเสนาบดีจึงเป็นอริในความจงรักภักดีประการหนึ่ง และมีเหตุขัดแย้งจนมีการกวาดล้างจับกุมขุนนางกัน ประการหนึ่ง เจ้ามหาเสนาบดี และพวกนั้น สามารถหลบหนีออกไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองปะทาคูจาม และเชิญเจ้านครอินทร์มาจากแคว้นสุพรรณภูมิดังกล่าว ขณะนั้นแคว้นสุพรรณภูมิมีอำนาจมากจนกรุงศรีอยุธยาต้องยอม

กล่าวคือ แคว้นสุพรรณภูมินั้น เมื่อ พ.ศ.1920 นั้นเจ้านครอินทร์ ได้เคยเสด็จไปเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีนในราชวงศ์ไต้เหม็ง ที่เมืองนานกิง และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมา

ดังนั้น พระองค์จึงเปิดสัมพันธไมตรีต่อมาจนมีพวกจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำมาหากินและค้าขายในกรุงศรีอยุธยามากขึ้น โดยเฉพาะชาวจีน กลุ่มหนึ่งได้มาตั้งเตาเครื่องปั้นดินเผาขึ้นที ตำบลบ้านเตาหม้อ ริมแม่น้ำน้อย (ในเมืองสิงห์บุรี) เป็นเตาแบบเดียวกับเตาเมืองสวรรคโลก และเมืองสุโขทัย ทำให้มีการค้าขายกับจีนเจริญรุ่งเรืองมาก

(ขุนหลวงพะงั่ว)

แคว้นสุโขทัย นั้น ได้มีการย้ายราชธานีมาตั้งที่เมืองพิษณุโลก เพื่อดูแลหัวเมืองทางด้านใต้ จนพระมหาธรรมราชา (ที่ 2 ) สวรรคตลง พระมหาธรรมราชาที่ 3 ได้ครองราชย์ต่อมาจนถึง พ.ศ.1962 ปีกนุ พระมหาธรรมราชาที่ 3 สวรรคตลง พญาบาลเมือง กับพญาราม (คำแหง) พระโอรสเกิดแย่งชิงอำนาจกัน และทำให้หัวเมืองเหนือทั้งปวงนั้นเกิดจลาจล แม้กรุงศรีอยุธยาจะมีใบบอกห้ามปรามไป แล้วก็ไม่ยุติลงได้ สมเด็จพระนครินทราชาธิราช จึงเสด็จยกทัพขึ้นไปถึงเมืองพระบาง (เมืองนครสวรรค์) ครั้งนั้นพระยาบาลเมืองและพระยาราม (คำแหง) เกรงอำนาจจึงออกมาถวายบังคมเข้าเฝ้าแต่โดยดี พระองค์จึงทรงไกล่เกลี่ยให้พระโอรสองค์หนึ่ง (พระยาบาลเมือง) เป็นพระมหาธรรมราชา (ที่ 4) ครองเมืองพิษณุโลก และให้อีกองค์หนึ่ง (พระยารามคำแหง) ไปครองเมืองกำแพงเพชร (เมืองชากังราว)

เช่นเดียวกันด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ราชวงศ์สุพรรณภูมิและครองกรุงศรีอยุธยานั้น พระองค์จึงได้โปรดให้พระโอรส 3 องค์ ของพระองค์ไปครองเมืองสำคัญต่าง ๆ คือ เจ้าอ้ายพระยาไปครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยาไปครองเมืองแพรกศรีราชา (เมืองสรรค์บุรี) และเจ้าสามพระยาไปครองเมืองชัยนาท

พระองค์นั้นครองราชย์เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา อยู่ 18 ปี มีพระชันษา 50 ปี จึงสวรรคต ใน พ.ศ.1967 (บางแห่งว่า พ.ศ.1961) เนื่องจากเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยา ไม่ยอมถวายราชสมบัติให้แก่กัน จึงเกิดเหตุการณ์ชิงอำนาจทำให้เจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาสองพี่น้องต่างยกทัพเข้ากรุงศรีอยุธยา เพื่อแย่งชิงราชสมบัติ ทั้งสององค์มาพบกันที่ตำบลป่าถ่าน จึงเกิดสู้รบกันขึ้นและต่างชนช้างทำการยุทธหัตถีกันจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ เหล่ามนตรีเสนา อำมาตย์จึงได้เชิญเจ้าสามพระยา จากเมืองชัยนาทขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ สืบต่อมา

สมเด็จพระนครินทราชาธิราช (สมเด็จพระอินทราชาที่ 1) กษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ครองราชย์ พ.ศ. 1952 – 1967 (16 ปี) บางแห่งว่า ครองราชย์ พงศ.1952 – 1961 (10 ปี) ศักราชไม่ตรงกัน พระองค์ทรงทำให้

กรุงศรีอยุธยามีอำนาจเหนือแคว้นสุโขทัยอีกครั้งและทรงเสด็จไปเมืองสุโขทัยด้วย

ขอบคุณที่มาจาก http://www.dooasia.com

ขอบคุณท่านเจ้าของรูปภาพมา ณ ที่นี้

เผยแพร่เพื่อศึกษาอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close