“เจ้าหญิงอุบลวรรณา”

ราชนารีที่มีบทบาทเด่นองค์หนึ่งเมื่อเอ่ยถึงชื่อของ “เจ้า(หญิง)อุบลวรรณา” (เอกสารบางเล่มเขียนแบบบาลีว่า “อุบลวัณณา”)เชื่อว่าคนทั่วไปมักไม่ค่อยคุ้นหู เนื่องจากองค์นี้ได้เข้ามามีบทบาทเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ในฐานะ “พระราชชายา” จากเมืองเหนือ แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นล้านนาแล้ว ทันทีที่ได้ยินชื่อเจ้าอุบลวรรณา ก็มักปิดตาเห็นภาพของนักธุรกิจหญิงเหล็กผู้ถนัดการเจรจาหว่านล้อมซึ่งขัดแย้งกับภาพจอมนางเจ้าเสน่ห์ผู้ถวิลหาความรักโรแมนติก อย่างสุดขั้ว

ทั้งพระราชชายา เจ้าดารารัศมี และเจ้าอุบลวรรณา ต่างก็มีชีวิตร่วมสมัยกัน แถมยังเป็นญาติสนิทชิดเชื้อกันอีกด้วยกล่าวคือเจ้าอุบลวรรณามีศักดิ์เป็นน้าแท้ๆของเจ้าดารารัศมีเนื่องจากเป็นน้องสาวของเจ้าแม่ทิพเกสรพระมารดาของเจ้าดารารัศมีไม่มีบันทึกหลักฐานถึงวันเดือนปีเกิดและวันพิราลัยที่แน่ชัดแต่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดปีพ.ศ.2388อันเป็นการคำนวนจากหลักฐานภาพถ่าย และคาดเดาเอาว่าน่าจะเกิดหลังพี่สาวสัก3-4ปีเนื่องจากเจ้าทิพเกสรประสูติปี2384 ส่วนการเสียชีวิตนั้นยังเป็นปมปริศนา จากเจ้าหญิงผู้เฉิดฉายในวงสังคมเชียงใหม่อยู่ๆเรื่องราวข่าวคราวก็เงียบหายไปดื้อๆ แถม ดร.ชี้ก (Dr.Cheek) หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน หนึ่งในเพื่อนที่สนิทสนมกับเจ้าหญิงยังเปิดเผยว่าเจ้าอุบลวรรณาถูกปลิดชีพด้วยยาพิษ แต่ไม่ระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรือใครลอบทำร้าย

เจ้าอุบลวรรณาถือเป็นราชธิดาองค์รองของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (2399-2413) แต่ชาวล้านนานิยมเรียกว่า “เจ้าชีวิตอ้าว” ทั้งนี้ เพราะหากหลุดคำว่า “อ้าว!” ออกมากับใครเมื่อไร หมายความว่าอ้ายอีผู้นั้น “งานเข้า” ถึงขั้นหัวขาด!

ส่วนพระมารดาของเจ้าอุบลวรรณาคือ “แม่เจ้าอุสาห์” หรือ “อุษาเทวี”ต่อมาเจ้าทิพเกสรพี่สาวได้เป็นชายาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่7ทำให้เจ้าอุบลวรรณามีศักดิ์เป็น “เจ้าน้า” ของ “หญิงอึ่ง” หรือเจ้าดารารัศมี และเมื่อเจ้าพี่ทิพเกสรจากโลกนี้ไปในปี พ.ศ.2427 เจ้าอุบลวรรณาได้รับหลานสาวคือเจ้าดารารัศมีมาอุปการะ
เส้นทางชีวิตรักของน้า-หลานร้าวรันทดไม่ต่างกัน ฝ่ายหลานถูกส่งไปถวายตัวกับพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่5ท่ามกลางมเหสีหม่อมห้ามนางในนับร้อยส่วนฝ่ายน้าก็ตกพุ่มหม้ายตั้งแต่ยังสาวแสวงหารักอีกกี่ครั้งก็จบไม่เคยลง

หญิงมั่น Working Woman แห่งล้านนามีพระบิดาเป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่6มีพี่เขยเป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่7ในวัยเด็กเคยติดตามเจ้าพ่อไปเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามหลายครั้งเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางชนชั้นปกครองสูงสุดของเมืองเชียงใหม่ซะขนาดนั้น จะไม่ให้กลายเป็น “หญิงมั่น” อย่างไรไหวเจ้าอุบลวรรณาเป็นสตรีที่มีบุคลิกงามสง่าพูดภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อขยับทำอะไรแม้เพียงนิดเดียวก็มักเป็นข่าวเกรียวกราวไม่ว่าจะเปิดโรงงานทอผ้าด้วยการออกแบบลวดลายผ้าทอที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เอง

หรือความที่ชอบคลุกคลีสนิทสนมกับเหล่ามิชชันนารีใจป้ำถึงขนาดเคยให้อาคันตุกะต่างถิ่นยืมช้างทรงพร้อมควาญและอุปกรณ์ล่าสัตว์ไปใช้ท่องเที่ยวศึกษาวิถีชีวิตชุมชนจนบางรายขอยืมเป็นเดือน ไปไกลถึงเขตพม่าเชียงตุงก็ไม่เคยหวงของเล่นเอาพระประยูรญาติต่างใจหายใจคว่ำเกรงว่าเจ้าอุบลวรรณาอาจจะยอม”รับเชื้อ”เป็นคริสเตียนเข้าสักวันหนึ่ง

นอกจากจะน้ำใจกว้างขวางไม่ประหวั่นพรั่นพรึงกล้าจำนรรจากับฝรั่งมั่งค่าแล้ว จากบันทึกในหนังสือเรื่อง “เดินทางหนึ่งพันไมล์บนหลังช้างในรัฐฉาน” (A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States) เผยแพร่ปีพ.ศ.2433เขียนโดยนายวาณิชชาวอเมริกันชื่อ “ฮอลต์ แฮลเล็ต” (HoltHallett)ได้กล่าวถึงเจ้าอุบลวรรณาว่า “เป็นเจ้าหญิงที่ฉลาดเฉลียว เจ้าเสน่ห์ พูดเก่ง ความจำดี ชอบเล่าเรื่องประวัติศาสตร์โบราณให้ชาวต่างชาติฟังอย่างสนุกสนานสามารถจดจำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเช่นเรื่องพระนางจามเทวีมาถ่ายทอดอย่างออกรสชาติ”

หากเรียกเป็นภาษาสมัยก่อนก็หนีไม่พ้นตำแหน่ง “ดาวสังคม” แต่ภาษาสมัยนี้ก็ต้องใช้ว่าเป็นสุดยอดของ “แฟบ หรือ เซเล็บ”

“ม้าขี่-ร่างทรง” อุบายสิธีสกัดคู่แข่งทางการค้า

สาธุคุณ “ลิลเลียน เจ.เคอร์ทิส” (Lillian J. Curtis) หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันเคยกล่าวถึงภาพรวมของแม่ญิงล้านนาว่า “มีความขยันพากเพียร ฉลาดมากกว่าผู้ชาย เธอสามารถควบคุมสามีและมีสิทธิที่จะขับไล่สามีได้ตามใจชอบ ผู้หญิงคนเมืองมีความมั่นคงด้านกฎหมาย สังคม และเศรษฐกิจมากกว่าผู้หญิงชาวสยาม” คำกล่าวนี้น่าจะเป็นภาพสะท้อนให้เห็นภาพของเจ้าอุบลวรรณาได้เป็นอย่างดี นอกจากจะอยู่ในฐานะ “เซเล็บ” แล้ว เจ้าอุบลวรรณายังมี “อาณาจักรทางการค้า” อันไพศาลเป็นของตนเอง คล้ายกับ “แม่เลี้ยง” ในยุคนี้

นอกเหนือจากโรงทอผ้าซิ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานถนัดของกุลสตรีศรีล้านนาแล้ว เจ้าอุบลวรรณายังคุมกิจการพาณิชย์แข่งขันกับพ่อค้าชายทั้งชาวล้านนา อังกฤษ และพม่า อีกหลายกิจการ อาทิ ธุรกิจค้าไม้ โรงงานไม้แกะสลัก โรงผลิตเครื่องเขิน การค้าทางไกลกับพ่อค้าวัวต่าง (ทั้งจีนฮ่อ ไทใหญ่) การยื่นความจำนงขอรับสัมปทานรางรถไฟ และโรงต้มเหล้า

ธุรกิจสุดท้ายคือโรงต้มเหล้านี้ ได้กลายเป็นที่ฮือฮาในหน้าประวัติศาสตร์เนื่องจากช่วงนั้นมีกลุ่มพ่อค้าชาวจีนรวมตัวกันผูกขาดการต้มเหล้าแน่นอนว่าย่อมกระทบกระเทือนต่อธุรกิจโรงเหล้าของเจ้านายฝ่ายเหนือที่มีมาก่อนด้วยครั้นจะไปบอกกล่าวร้องขอพ่อค้าชาวจีนให้แบ่งพื้นที่ลูกค้ากันบ้างตรงๆ ก็กระดากปาก

สิ่งเดียวที่เจ้าอุบลวรรณาสามารถใช้สกัดพ่อค้าจีนมิให้เหิมเกริมมากไปกว่านี้ได้ ก็คือการอาศัย “ร่างทรง”หรือที่ชาวเหนือเรียกว่า”ม้าขี่”อันเป็นกโลบายที่แยบยลยิ่ง เรื่องทรงเจ้าเข้าผีนี้เป็นศาสตร์ลี้ลับที่สร้างความงงงวยให้แก่ชาวต่างชาติในเชียงใหม่ยุคนั้นพอสมควร อยู่ๆ ก็บอกว่า ณ บัดนี้ เสด็จเจ้าชีวิตอ้าว หรือเจ้าพ่อได้มาประทับทรงในร่างของนางแล้วด้วยเสียงที่ดุดันเยี่ยงชาย แววตาเขม็งเกร็ง ก็สร้างความตื่นตระหนกน่าสะพรึงกลัวให้แก่พ่อค้าคนจีนและหมอสอนศาสนาได้ไม่น้อย

ม้าขี่หรือร่างทรงที่เจ้าอุบลวรรณาอ้างว่าเป็นเสด็จเจ้าชีวิตอ้าวนั้น ได้ฝากมาบอกว่า วิญญาณของท่านพิโรธยิ่งนัก มิได้ไปผุดไปเกิด ตราบที่พ่อค้าชาวจีนยังผูกขาดการต้มเหล้าในเชียงใหม่ ให้ระวังว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงถึงขั้นเจ็บไข้ได้ป่วยหากใครยังฝ่าฝืนต้มเหล้าต่อไปครั้งนี้แค่ตักเตือนสั่งสอนเบาะๆ ก่อน

หลังจากนั้น เจ้าหลวงเชียงใหม่ อินทวิชยานนท์ก็สามารถออกคำสั่งยกเลิกการอนุญาตให้คนจีนผูกขาดต้มเหล้าได้โดยไม่มีใครกล้าต่อกรสำทับด้วยการที่เจ้าอุบลวรรณารีบออกมาพูดกลบเกลื่อน เนื่องจากตนก็มีโรงต้มเหล้า เพื่อไม่ให้ใครคิดว่าการเป็นม้าขี่นั้นทำไปด้วยเจตนาแอบแฝง ในทำนองว่า”การผูกขาดการต้มเหล้านั้นสมควรยกเลิกเสีย เพราะเป็นการเบียดเบียนประชาชน ทำให้เก็บภาษีมากเกินไป”

สมกับที่เกิดมาเป็นขัตติยานีศรีล้านนาโดยแท้นอกจากจะเล่นงานเชือดคู่แข่งทางการค้าไปให้พ้นมือพ้นเท้าแบบเหี้ยมนิ่มแล้ว ยังพูดจาได้กินใจไพร่ฟ้าประชาชนให้คล้อยเคลิ้มอีกต่อหนึ่งด้วย

รักโรแมนติกที่จบไม่ลง

ชีวิตส่วนตัวของเจ้าอุบลวรรณานั้นกลับขลุกขลักไม่ประสบความสำเร็จต่างไปจากความเป็นมืออาชีพด้านธุรกิจทรงอยู่ในฐานะหม้ายตั้งแต่วัยสาว สมรสครั้งแรกกับ “เจ้ามหาวงศ์” ไม่มีการบันทึกถึงสาเหตุแห่งการหย่าร้างว่าอย่างไรและเมื่อไหร่ ทราบแต่เพียงคร่าวๆ จากรายงานของหมอสอนศาสนา “แดเนียล แมกกิลวารี” (Daniel Mc Gilvary) ว่า ปี พ.ศ.2425เมื่อแรกรู้จักกับเจ้าอุบลวรรณาก็อยู่ในฐานะหม้ายแล้ว (หากสมภพในปี 2388 จริง ตอนนั้นก็น่าจะมีอายุราว 37 ชันษา) นอกจากนี้ ยังระบุว่าธิดาสาวองค์โตของเจ้าอุบลวรรณากำลังให้กำเนิดบุตรก็แสดงว่าเจ้าอุบลวรรณามีฐานะเป็น “ยาย” ในวัยเพียง 37 ปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนยุคนั้นที่นิยมให้ลูกสาวแต่งงานในวัยไม่เกิน18 ในฐานะที่แมกกิลวารีเป็นแพทย์ด้วยเขาได้บันทึกว่า เมื่อปี พ.ศ.2410 ลูกคนหนึ่งของเจ้าอุบลวรรณาเสียชีวิตด้วยโรคระบาด ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดนักว่าเป็นลูกหญิงหรือชาย อย่างไรก็ดี ถือเป็นหลักฐานที่ทำให้เราทราบว่า เจ้าอุบลวรรณามีบุตร-ธิดาอย่างน้อย 2 คน

ในขณะที่หนังสือเรื่อง “เดินทางหนึ่งพันไมล์บนหลังช้างในรัฐฉาน” นายแฮลเล็ต กล่าวถึงการที่เจ้าอุบลวรรณาได้พา “เจ้าสุขเกษม” ซึ่งเป็นลูกชายคนหัวปี พร้อมด้วยหลานสาวคือเจ้าดารารัศมีไปเยี่ยมเขาโดยเด็กทั้งสองน่าจะมีอายุห่างกันสัก 2 ปี แสดงว่าตอนนั้นเจ้าดารารัศมีอยู่ในความดูแลของเจ้าน้าแทนที่เจ้าแม่ซึ่งพิราลัยแล้ว

“เจ้าสุขเกษม” ที่นายแฮลเล็ต เอ่ยนามคนนี้เป็นคนละคนกับ “เจ้าน้อยศุขเกษม”ในตำนานรักมะเมียะซึ่งเป็นโอรสของพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์สุดท้าย

แถมนายแฮลเล็ตยังบันทึกต่อไปอีกด้วยว่าบิดาของเจ้าสุขเกษมนั้นเป็นสามัญชนไม่ได้มีเชื้อเจ้าจึงไม่เป็นที่ยอมรับของชายาพระเจ้าเชียงใหม่ (เจ้าทิพเกสร) เท่าใดนักส่วนธิดาของเจ้าอุบลวรรณาเพียงองค์เดียวที่เกิดจากสามีคนแรกได้สมรสกับเจ้าสิงห์คำ ลูกคนโตของเจ้าราชบุตร

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แฮลเล็ตบันทึกเรื่องความรักของเจ้าอุบลวรรณากับชายธรรมดาที่ไม่ได้เป็นพวกเจ้าอีกหลายคน ถือเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่นักประวัติศาสตร์กระแสหลักพยายามไม่พาดพิงถึง ทั้งๆ ที่น่าจะหยิบยกมาเป็นอุทาหรณ์ของเจ้าหญิงใจเด็ดที่กล้าแหกกฎมณเฑียรบาล หลังจากเจ้ามหาวงศ์และพ่อของเจ้าสุขเกษมแล้วเจ้าอุบลวรรณาก็แอบแต่งงานเงียบๆกับพ่อค้าไม้สักชาวพม่าซึ่งเป็นคนในบังคับอังกฤษผู้หนึ่ง แต่แล้วพระประยูรญาติก็ใช้กฎเหล็กของฐานันดรมากีดกั้นสกัดรักครั้งที่3ไปให้พ้นจากวงจรชีวิต

เจ้าอุบลวรรณาไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมยังปลูกต้นรักใหม่กับพ่อค้าพม่าสามัญชนอีกคน และกำลังวางแผนแอบนัดพบกันในคืนเดือนมืดแต่แล้วหม่องผู้นั้นก็ถูกวิสามัญฆาตกรรมแบบ “ฆ่าตัดตอน” เสียก่อน เจ้าอุบลวรรณาเป็นเดือดเป็นแค้นยิ่งนักเฝ้าตามสืบหาตัวฆาตกรด้วยความฟูมฟายอยู่นานหลายปีในที่สุดก็ครองโสดเป็นหม้ายเนื้อหอมตลอดกาล

เมื่อเอ่ยถึง “เจ้าอุบลวรรณา” นามนี้ได้กลายมาเป็นไอดอลของแม่ญิงล้านนาผู้ต่อสู้ชีวิตบนลำแข้งลำขาตัวเองโดยปราศจากสามี แบบ Single Mom รักอิสระ เสรีปลดปล่อยตัวตนออกจากขื่อคาจารีตและกฎเกณฑ์อันคร่ำครึ!

ขอบพระคุณที่มาข้อมูลจาก FB : เรื่องเล่าชาวล้านนา

เผยแพร่เพื่อศึกษาอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close