จากเด็กขอทาน สู่ ข้าราชการ ใจบุญอุทิศตนช่วยเหลือสังคม

เรื่องราวของข้าราชการหนุ่ม ที่อดีตเคยเป็นเด็กเร่ร่อนขอทาน ยากจนไร้ที่นอนไร้อาหาร ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว มาวันนี้เขาโตขึ้นและมีโอกาศ อนาคตที่ดี เข้าเลยหันกลับมาช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนไม่มีความช่วยเหลือ และพร้อมสระตัวเองอุทิศตัวช่วยเหลือสังคมด้วยการมาเป็นส่วนหนึ่งของ มูลนิธิร่วมกตัญญู บอกเลยว่าเรื่องราวของเขาสร้างแรงบันดาลใจและกำลังใจให้ใครหลายๆ คนได้เป็นอย่าดีว่าแล้วไปชมกันเลย

คนทุกคนล้วนเคยมี “อดีตในวัยเด็ก”แต่จะสวยงามหรือทุกข์ระทม…ลองถามใจตัวเองดู เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ แม้ว่าต้นจะเสียแต่ถ้าปลายดี ก็เท่ากับว่ากำลังมองเห็น “จุดมุ่งหมายของชีวิต”ที่ต้องเดินไปให้ถึง…

“ใช่แล้วครับ…แต่ละก้าวมันยาก” นี่คือเสียงหนุ่มอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ข้าราชการหนุ่มใจกุศล “ปรเมศร์ มีสมภพ” หรือ “เมศ” วัย 33 ปี เจ้าหน้าที่ธุรการ สำนักงานปลัดบัญชีทหารอากาศ ที่กว่าจะก้าวผ่านพ้นชีวิตที่ถูกตัวเขาเองล็อกไว้ได้นั้น ต้องผ่านกี่มรสุมความสูญเสีย…มันไม่ใช่ง่ายๆ เลย ชีวิตของคนธรรมดาหนึ่งคน ที่เคยเป็น “เด็กขอทาน” แต่วันนี้กลับสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคน

เขาเริ่มเล่าให้ฟังว่า ความสูญเสียแรกที่ (เกือบจะ) เกิดขึ้น…คือ “วันหนึ่งผมเห็นแม่กำลังจะผูกคอตาย ขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ และกลับลงมานั่งนิ่งๆ แต่ก็ขึ้นไปใหม่ แล้วเอาเชือกคล้องคอ ก็เลยตะโกนออกไปว่า แม่ทำอะไรครับ แม่รีบตอบว่า รีดผ้าและรีบปิดไฟเดินขึ้นเตียงนอนมากอดผม” ซึ่งขณะนั้นเขาไม่รู้หรอกว่าแม่ของเขาป่วยเป็นโรคร้าย

กระทั่งเขาต้องเผชิญความสูญเสีย…แบบไม่ทันตั้งตัว “แม่เสียชีวิต” เขาตัดพ้อเล็กน้อย “โชคร้ายนะพี่ ทั้งที่แม่เป็นพยาบาล แต่ต้องมาเสียเพราะโรคแบบนี้ อายุ 40 ปีเอง” ขณะนั้นเขาอายุได้เพียง 14 ปี อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่อยู่ที่บ้านย่านพระราม 8 โดย 1ปีให้หลัง บ้านก็โดนไล่ที่ ญาติกระจัดกระจายไปหมด ส่วนพ่อของเขาต้องไปทำงานรับจ้างต่างจังหวัด ส่งเสียค่าเทอมกลับมา โดยนำลูกไปฝากไว้กับผู้เป็นป้า ย่านตลาดพรานนก

จากเด็กที่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อกับแม่ ถึงตอนนี้เขาไม่ได้รับมันอีกแล้ว โดยหลังจากที่ย้ายมาอยู่กับป้าได้ 1-2 ปี เขาคิดว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน จึงเป็นจุดหักเหตัดสินใจย้ายออกมาใช้ชีวิตข้างนอก มีเงินติดตัวเพียง 5 บาท พร้อมเสื้อและกางเกงอย่างละตัว จนได้มารู้จักกับเด็กข้างถนน ก็เลยพากัน “ขอทาน” ซึ่งก็มีคนให้บ้างไม่ให้บ้าง

“มันลำบากมากนะพี่ ใช้ชีวิตแบบนี้หลายปี” จนมารู้จักเด็กวัดบอกว่าไม่ต้องไปขอทานแล้ว แต่ชวนกันไปเก็บเหรียญโปรยทานงานศพ ได้มา 10-20 บาท ก็เอาไปซื้อ “ถั่วแปบ” กินแทนข้าว “ค่ำแล้วก็ข้ามไปนอนที่ป้อมพระสุเมรุ ตอนเช้าก็ตื่นอาบน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา ไปเดินบิณฑบาตตามพระ กินข้าววัดอยู่แบบนี้”

เมื่อโตขึ้นมาอีกนิด จึงรู้จักทำงานแต่เพียงวุฒิ ม.3 จะไปทำอะไรได้ เขาจึงไปรับจ้าง “เข็นรถขายของ” เก็บเงินได้เกือบ 20,000 บาท ซึ่งก็ถือว่ามากพอสมควร และกลับไปหาพ่อ เพื่อบวชทดแทนบุญคุณ ศึกษาพุทธประวัติ พระธรรมวินัยอยู่ที่วัดเกือบ 2 ปี จึงสึกออกมา จากนั้นผู้เป็นป้าที่เคยไปพักอาศัยด้วย ป่วยเป็นมะเร็ง “ป้าเป็นห่วงผมมาก ผมรับรู้ได้ แกถามผมว่าออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง มันทำให้รู้ว่าเขาเป็นห่วงเรา”

ยังโชคดีที่ความสูญเสียครั้งนี้มาไม่ถึงชีวิต…ผู้เป็นป้าได้แนะนำให้เขาไปสมัครงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ดูแลสถานที่ ภายในสำนักงานปลัดบัญชีทหารอากาศ ซึ่งผ่านไป 6-7 เดือน มีโอกาสสอบเข้าบรรจุเป็น “ข้าราชการ” ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ แต่พอได้งานทำเป็นหลักแหล่ง…พายุความสูญเสีย กลับซัดเข้ามาในชีวิตซ้ำอีกระลอก

เขาต้องสูญเสียป้าด้วยโรคมะเร็ง “เสียใจมากที่สุด คนที่ทำให้ผมมีงานทำ มีทุกวันนี้ได้”แต่ทว่า…หนึ่งอาชีพที่เขาทำแล้วสบายใจ เสมือนหยุดยั้งมัจจุราช คือ “อาสาสมัครร่วมกตัญญู”เพราะมีอยู่วันหนึ่งขณะเขาขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปทำงาน “เห็นพ่อลูกเกิดอุบัติเหตุ ลูกสาวแต่งชุดพยาบาล ผมตกใจทำอะไรไม่ถูก ช่วยอะไรไม่ได้ เหมือนผมปล่อยให้เขาตายต่อหน้าต่อตา มันหดหู่ภาพวนเวียนอยู่ในหัว ทำไมเราไม่มีความรู้ช่วยเหลือเขาได้”

แม้ว่าจะมีงานประจำ แต่การทำงานอาสาสมัครร่วมกตัญญู ก็มีความสำคัญมาก เพราะจะทำอย่างไรให้คนรอดชีวิต หรือเจ็บน้อยที่สุด เพื่อส่งโรงพยาบาลด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เขาจึงภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่ง แรกๆ ยอมรับว่าเหนื่อยมาก ซึ่งบางเคสต้องการมากกว่านั้น จึงคิดช่วยเหลือคนตามบ้านเรือน และนำอาหารไปแจกเด็กยากไร้

“ขี่มอเตอร์ไซต์ช่วยคนแบบนี้ 5-6 ปี ซื้อน้ำ อาหาร ข้าวสาร ไปมอบให้คนยากไร้ อย่างน้อยเราได้ไปให้กำลังใจ เขาจะได้มีกำลังใจอยู่ต่อและรู้ว่าชีวิตเขาไม่ได้ไร้ค่า แต่ยิ่งเจอเคสหนักๆ ผมก็ยิ่งต้องช่วย ซื้อรถเข็นให้ แต่เตียงผู้ป่วยผมซื้อไม่ไหว ก็เลยมีคนพูดดูถูกว่าบ้านมึงก็เช่า เงินเดือนรวมกับแฟน 2 คน จะช่วยได้สักเท่าไหร่เชียว มันสะเทือนใจนะ แต่ผมไม่หยุดทำ การช่วยเหลืออาจจะไม่ยิ่งใหญ่อะไร แต่ต้องมีใครสักคนในสังคมสร้างมันขึ้นมา และภาพที่สร้างขึ้นมานั้น ทุกคนจะได้รู้ว่ายังมีอีกหลายชีวิตต้องการความช่วยเหลืออยู่สักแห่งบนโลกใบนี้”

บางครั้งมีคนจับผิดหาว่าอยากดัง มันก็มีท้อบ้างเหมือนกัน แต่พอมาคิดว่าถ้าถอดใจตอนนี้ ที่ผ่านมาก็จะมีค่าอะไร จึงใช้เป็นแรงผลักดันเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แล้วเขาจะเห็นเอง ผมเคยลำบากเคยไม่มีกินมาก่อน ผมจะไม่ลดละและทำต่อไปจนกว่าจะหมดแรง หวังร่วมกันเป็นสื่อกลาง สะพานบุญ ต่อชีวิตลมหายใจอีกหลายคน

แต่สำหรับอีกหลายชีวิตเมื่อเจอทางดัน มักร้องขอ “โอกาส” จนลืมไปว่าก่อนจะรอสังคมให้โอกาส ควรให้โอกาสตัวเองก่อน ทำให้เกิดผลและสังคมเห็น ซึ่งต้องยอมรับว่าหนุ่มคนนี้ ได้หา “ดอกกุญแจ”ที่ล็อกชีวิตของเขาเจอแล้ว พร้อมกับได้ไขเปิดเข้าไปปลดล็อกคนในสังคมอีกหลายชีวิต เพราะเขาต้องป้องกันตัวเอง จากสิ่งที่เคยเก็บลึกฝังอยู่ในใจ

นี่แหละ…ชีวิตที่เด็ดเดี่ยว ดิ้นรนจาก “เด็กขอทาน”พบเจอแต่ความสูญเสีย แต่ไม่เคยโทษโชคชะตาว่าไม่มีโอกาส แล้วตัวเราๆ ท่านๆ ล่ะ??คิดข้ามความท้อแท้ หรือยังสนใจคำพูดบั่นทอนอยู่ไหม?? เพราะเรื่องแบบนี้ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ บทเรียนวัยเด็กจะสอนให้เข้มแข็ง ดังเช่นชีวิต “หนุ่มข้าราชการใจกุศล”ผู้นี้

ขอบคุณที่มา : dailynews

และ http://www.item2day.com

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close