พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สนพระทัยภาษาไทยคำว่า “กินข้าว กินน้ำ”

ในสมัย สมเด็จพระนรายณ์นั้น บาทหลวงฝรั่งเศสที่เข้ามาในสยาม ส่วนมากจะมีบทบาททางการเมืองมากกว่าบทบาททางศาสนา เพราะสไตล์ฝรั่งเศสมักใช้บาทหลวงเป็นสายลับ ซึ่งหน้าที่บาทหลวงในยุคนั้นคือ ใช้เวลาเดินทางไปๆ มาๆ ศึกษาภาษาต่างๆ พยายามแต่งเรื่องการเมือง การศาสนา และศึกษาภูมิศาสตร์ของสยามประเทศ อีกทั้งยังบันทึกการค้าขายของฝรั่งเศสในอินเดีย เพื่อรายงานให้เสนาบดีกระทรวงทหารเรือของฝรั่งเศสอีกด้วย

ซึ่งนอกจากนี้ ระหว่างเดินทางรอนแรมในทะเลอยู่หลายเดือน บาทหลวงเดอชัวซี ยังได้สังเกตและพยายามดูนิสัยใจคอของราชทูตสยาม และได้บันทึกไว้ว่า “ราชทูตไทยเหล่านี้ เป็นคนดีมีไหวพริบไม่ถือยศ และมีอัธยาศัยดีกว่าราชทูตครั้งก่อนมาก เพราะราชทูตครั้งก่อน ไม่รับประทานน้ำและอาหารและไม่พูดเลย ราชทูตคราวนี้ถือกระดานชนวนอยู่ในมือมิได้เว้นเลย และถ้าใครถามเขาสี่ข้อ เขาก็จะย้อนถามตั้งหกข้อ”

ที่บาทหลวงกล่าวว่าราชทูตครั้งก่อนนั้น ที่จริงไม่ใช่ราชทูต แต่เป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อยสองคน ที่สมเด็จพระนารายณ์รับสั่งให้ไปติดตามเรื่องราชทูตชุดก่อนที่หายไปสามปีแล้ว ไม่ได้ข่าวคราวเลย ความจริงราชทูตชุดแรกที่ส่งไปฝรั่งเศสเรือแตกกลางทาง และไม่รอดทั้งลำทางกรุงศรีอยุธยาก็ไม่ทราบเรื่อง เหล่าบาทหลวงจึงเสนอตัวจะเป็นผู้นำทางให้คนออกติดตาม พร้อมหาค่าใช้จ่ายจากราชสำนักฝรั่งเศสให้

ซึ่งข้าราชการไทยทั้งสองคนนี้ ออกเดินทางไปกับเรืออังกฤษ เมื่อถึงกรุงลิสบอนบาทหลวงก็พาไปเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงโปรตุเกส เพื่อขอบคุณที่ทรงแต่งทูตไปยังสยามเมื่อปีก่อน จากนั้นก็ไปต่อที่ปารีสโดยพาสองข้าราชการไทยไปพบบุคคลสำคัญของฝรั่งเศส อีกทั้งยังพาไปออกงานสังคมต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า พระเจ้ากรุงสยามทรงไว้วางใจบาทหลวงฝรั่งเศสมาก

ข้าราชการทั้งสองคนนี้เป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย พอไปเข้าสังคมไฮโซของยุโรปก็ตื่นตระหนกทำตัวไม่ถูก จึงเป็นที่พูดกันทั่วไปว่า ราชทูตไทยนั้นไม่ยอมกินข้าวกินน้ำและไม่ยอมพูดไม่จา

ต่อมาบาทหลวงได้พาสองข้าราชการไทยไปชมพระราชวังแวร์ซายน์ โดยกะเวลาให้ตรงกับที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะทรงม้ามาในอุทยาน พอข้าราชการไทยทั้งสองได้เห็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ลงหมอบหน้าติดพื้นทันที และหมอบอยู่นานจนพระเจ้าหลุยส์รับสั่งถามว่า คนไทยจะไม่ลุกขึ้นเลยหรืออย่างไร บาทหลวงจึงกราบทูลว่า หน้าพระที่นั่งของพระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชการไทยก็ต้องหมอบอยู่อย่างนี้ เหมือนกับที่เคยปฏิบัติต่อพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม

พระเจ้าหลุยส์จึงรับสั่งถามว่า ข้าราชการไทยมาครั้งนี้มีกิจอันใด ข้าราชการไทยกราบทูลขอบพระเดชพระคุณที่ได้เสด็จออกมาให้เฝ้า พระเจ้าหลุยส์ก็รับสั่งตอบว่า ยินดีเหมือนกันที่พบกับข้าราชการไทย แล้วรับสั่งให้ล่ามบอกให้ข้าราชการไทยลุกขึ้นก่อนจะเสด็จจากไป

พระเจ้าหลุยส์นั้นทรงสนพระทัยเรื่องไม่กินข้าวกินน้ำของราชทูตไทย ซึ่งในจดหมายของเหคุของบาทหลวงเดอชัวซี ได้บันทึกการเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในตอนหนึ่งว่า ได้รับสั่งถมข้าพเจ้าในเรื่องต่างๆ หลายเรื่อง และรับสั่งถามข้าพเจ้าว่า คำว่า กินข้าว นั้นภาษาไทยพูดว่าอย่างไร ข้าพเจ้าก็ทูลตอบว่า กิน อีกสักครู่พระเจ้าหลุยส์รับสั่งถามข้าพเจ้าอีกว่า คำว่า กินน้ำ ภาษาไทยพูดว่าอย่างไร ข้าพเจ้าก็ทูลตอบว่า กิน

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงรับสั่งว่า “จับผิดได้แล้ว เมื่อตะกี้บอกว่า กิน แปลว่ากินข้าวอย่างไรหล่ะ” ข้าพเจ้าจึงกราบทูลว่าจริงได้กราบทูลเช่นนั้นจริง แต่คำไทยที่ใช้ว่ากินนั้นต้องแปลว่า กลืน เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดว่ากินข้าวต้องแปลว่า กลืนเข้า ถ้าจะพูดว่ากินน้ำต้องแปลว่า กลืนน้ำ

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ทรงพระสรวลรับสั่งว่า “ดี ออกตัวได้คล่องดี” (ฝรั่งว่า อี๊ทข้าว ดริ้งน้ำ แต่ไทยเราว่าก็กลืนลงเข้าคอเหมือนกันแหละ)

ที่มาและภาพจาก เรื่องเก่าเล่าสนุก