“คฑาจอมพล” องค์แรกในสมัย ร.5 สู่ “พระคฑาจอมทัพ ภูมิพล”

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 กองทัพบกได้มีการจัดทำ คฑาจอมพล ขึ้น เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะดำรงตำแหน่ง องค์จอมทัพสยาม (ไทย) และได้ถวายพระคฑาองค์นี้ในพระราชพิธี ทวีธาภิเษก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีคฑาจอมพลสำหรับพระมหากษัตริย์ในสยามประเทศ และใช้ในรัชกาลต่อๆ มา ด้วยถือว่า องค์พระมหากษัตริย์นั้นคือจอมทัพ

สำหรับพระราชพิธีทวีธาภิเษกในครั้งนั้น เป็นพระพิธีการสมโภช เนื่องในวโรกาสที่องค์สมเด็จพระปิยะมหาราชเจ้า รัชกาลที่ 5 ได้ทรงครองราชย์สมบัติยืนนาน มาเป็นสองเท่า ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบรมชนกนาถ จึงจัดมีพระราชพิธีนี้ขึ้นในครั้งนั้น

พระคทาจอมพลองค์นี้จัดว่าเป็น “พระคฑาองค์แรกของสยาม” มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ยาว 35 เซนติเมตร ยอดพระคทาเป็นรูปหัวช้างสามเศียรลงยาสีขาว เหนือหัวช้างเป็นรูปพระเกี้ยว ตอนท้ายคทาเป็นรูปทรงกระบอกตัด องค์พระคทาทำด้วยทองคำหนัก 40 บาท ใต้หัวช้างลงมาเป็นลายนูนรูปหม้อกลศ พระคทาองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงใช้เป็นพระคฑาประจำตลอดรัชกาล

สำหรับความรู้เรื่อง “องค์พระคฑาจอมพล” เริ่มใช้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ดังที่เล่าข้างต้นนั้น เริ่มใช้ภายหลังที่ทรงปรับปรุงกิจการทหาร เป็นแบบสากลซึ่งเป็นการปรับปรุงเพื่อให้สยามมีระบบกิจการทางทหารที่ทันสมัยกับนานาชาติ

คฑาจอมพลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

ประเภทที่ 1 เป็นคทาเครื่องต้นสำหรับเฉพาะพระมหากษัตริย์

ประเภทที่ 2 เป็นคทาสำหรับพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งดำรงพระยศเป็นจอมพล

ประเภทที่ 3 เป็นพระคทาสำหรับผู้ที่ดำรงยศเป็นจอมพล โดยทั่วไปของทั้งสามเหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ

พระคฑาองค์แรก

ข้าราชการกรมทหารบกได้สร้างพระคฑาจอมพลขึ้น ทูลเกล้าฯ ถวายพราะบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะองค์จอมทัพไทย เนื่องในพระราชพิธีทวีธาภิเษกสมโภช ก็คือที่เล่าไปแล้ว (นั้นคือ “พระคฑาจอมพล” สำหรับพระมหากษัตริย์องค์แรก )

พระคฑาองค์ที่สอง

ข้าราชการกรมยุทธนาธิการได้จัดสร้างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะองค์จอมทัพไทย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2453 สำหรับพระคทาองค์ที่สองนี้ มีลักษณะส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับพระคฑาองค์แรกมาก ต่างกันที่ตรงยอดพระคฑา ซึ่งเป็นมงกุฎและมีลายเฟื่อง อยู่ที่แถบกลางใต้ฐานของยอดมงกุฎโดยรอบเท่านั้น

พระคฑาองค์ที่สาม

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้พระราชทานแบบคฑาจอมพลขึ้นใหม่ ทำด้วยทองคำเกลี้ยง มีลักษณะป่องตรงกลางและคอดเรียวไปทางด้านยอดและด้านปลาย ยอดพระคฑาทำเป็นรูป พระครุฑพ่าห์ ลงยาตามแบบพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ใต้พระยาครุฑทำเป็นลูกแก้วรองฐานบัวหงาย ลงยาราชาวดี ส่วนด้านปลายมีลูกแก้ว และยอดบัวกลุ่มสี่ชั้น ลงยาราชาวดีเช่นกัน

สำหรับพระคทาจอมพลองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้มาตลอดรัชกาล ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้พระคทาจอมพลองค์นี้สืบมา

พระคฑาองค์ที่สี่

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ทรงใช้พระคฑาจอมพลองค์ที่สาม ซึ่งนายกรัฐมนตรี และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงกลาโหม ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย พร้อมเครื่องยศจอมพล เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2493 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เนื่องในวโรกาส ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินนิวัตสู่ประเทศไทย

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2509 ข้าราชการกระทรวงกลาโหมเห็นว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ สำหรับประเทศชาติ ทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างมากมาย ทำให้กิจการต่างๆ บรรลุผลสำเร็จลุล่วงเสมอ พระบารมีของพระองค์แผ่ไพศาล ก่อให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียว และความสงบสุขในหมู่ประชาชน สภากลาโหมจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พุทธศักราช 2509 ให้สร้าง “พระคทาจอมพล” ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเก็บเงินเพื่อสร้างคฑานี้จากนายทหารชั้นนายพลประจำการทุกนาย

และในวันที่ 2 ธันวาคม พุทธศักราช 2509 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระคทาจอมพลองค์นี้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 40 พรรษา เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความจงรักภักดีของข้าราชการทหารทุกนาย และได้ขอพระบรมราชานุญาต ขนานนามพระคฑาองค์ใหม่นี้เป็นพิเศษว่า “พระคฑาจอมทัพ ภูมิพล”

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ เรื่องเล่า ภาพเก่า ในอดีตราชบุรี.

ที่มาจาก sportringside.com

เผยแพร่เพื่อศึกษาอนุรักษ์เชิงประวัติศาสตร์