“หลวงปู่ตื้อ” เผชิญผีเจ้าถิ่น ไล่ก็ไม่ยอมไป

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ครั้งเมื่อท่านเดินจงกรมในป่าแห่งหนึ่งที่ พระพุทธบาทบัวบก จ.อุดรธานี ท่านได้เจอกับร่างสูงใหญ่ประมาณ 10 วา มายืนกางขาตรงปลายทางเดินจงกรม คล้ายกับจะคร่อมทางเดินไว้ เหมือนกับเป็นการแสดงท่าทางว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในถิ่นนั้น แต่หลวงปู่ตื้อไม่สนใจเดินจงกรมต่อไปตามปกติ แต่รู้สึกขนพองสยองเกล้าอยู่บ้างเล็กน้อย

จากนั้น ก็เริ่มมีกลิ่นเหม็นแรงขึ้นทุกที จนท่านรู้สึกว่าจะทนไม่ไหว เพราะไม่สามารถดับเวทนาตัวนี้ได้ จึงได้กำหนดจิตแผ่เมตตาไป แต่ก็ไม่เป็นผล ถึงแม้จะออกปากไล่มันไปมันก็นิ่งเฉย แถมยังคงปล่อยกลิ่นสาบสางนั้นเช่นเดิม ท่านจึงยึด “พุทโธ” อยู่ในอารมณ์ตลอดเวลา จิตของท่านจึงไม่หวั่นไหวหรือเกรงกลัวมันแล้ว

ในที่สุด หลวงปู่ตื้อก็หยุดเดินแล้วพูดขึ้นว่า “มึงรออยู่ตรงนี้ก่อน… เดี๋ยวจะได้ลองดีกัน” หลวงปู่ตื้อเดินขึ้นไปบนเพิงที่พัก จุดเทียนไข เอาไปติดที่ปลายไม้เท้า แล้วเดินกลับมาที่ทางเดินจงกรม พูดเสียงดังออกไปว่า “ให้มึงหนีไปเด้อ… ถ้าไม่หนีจะเอาไฟจุดดาก(ก้น) มึงเดี๋ยวนี้ล่ะ”

แต่ผีเปรตตนนั้นก็ยังยืนนิ่งเฉยและส่งเสียงหัวเราะเยาะใส่ หลวงปู่ตื้อจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วก็พุ่งเทียนเข้าใส่มัน ปรากฏว่าได้ผล ผีเปรตตนนั้นกระโจนหายไป แล้วก็ไปปรากฏตัวที่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไป แต่กลิ่นเหม็นสาบกลับรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมจนหลวงปู่ตื้อไม่สามารถข่มใจเดินจงกรมต่อไปได้ หลวงปู่ตื้อใช้ไฟเทียนไล่มันต่อไปอีก มันจึงหนีไป เมื่อดูท่าว่ามันจะหายไปแล้ว ท่านจึงกลับมาเข้าทางเดินจงกรมต่อไป จนได้เวลาพอสมควร ท่านจึงหยุดพักการเดินจงกรมแล้วนั่งสมาธิภาวนาต่อไป

เมื่อหลวงปู่ตื้อหลับตานั่งสมาธิไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ท่านก็รู้สึกว่ามีใครบางคนมาเป่าลมเข้าไปในหูข้างขวา ท่านรู้สึกสะดุ้งเล็กน้อย แล้วมันก็กลับมาเป่าทางหูซ้าย ท่านพยายามข่มใจนั่งสมาธิต่อไป แผ่เมตตาไปให้ แต่ก็ไม่เป็นผล มันยังคงรบกวนอยู่นั่นเอง หลวงปู่ตื้อจึงลืมตาขึ้น เอ่ยปากขับไล่มัน มันก็หัวเราะชอบใจ แล้วก็หนีไป

หลวงปู่ตื้อนั่งสมาธิต่อไป แต่ไม่นานมันก็กลับมาอีก แกล้งเป่าลมเข้าหูท่านเหมือนเดิม พอเอ่ยปากไล่ มันก็หนีไป แล้วไม่นานมันก็กลับมาล้อเล่นเช่นนั้นอีก

หลวงปู่ตื้อคิดอุบายที่จะขับไล่ โดยจะเอาน้ำมาสาดมัน ท่านจึงลุกไปหยิบขันเพื่อจะตักน้ำ ปรากฏว่าไม่มีขันในที่ที่ท่านวางไว้ คิดว่าผีมันคงเอาไปซ่อน ซึ่งมันก็หัวเราะเยาะแบบรู้ทัน แล้วหลวงปู่ตื้อก็คิดจะเอาไม้ขีดมาเผาหัวมัน แต่ก็คว้าหากลักไม้ขีดไม่เจอ เพราะมันเอาไปซ่อนอีก

ดูเหมือนว่า มันจะเล่นตลกกับท่าน ท่านคิดจะทำอะไรก็รู้สึกว่ามันจะรู้ทันไปหมด เจ้าผีเปรตยิ่งหัวเราะได้ใจใหญ่ หลวงปู่ตื้อหมดหนทางจะจัดการกับผีเปรตตนนั้น ท่านจึงดึงมุ้งกลดลงกาง แล้วนั่งภาวนาในมุ้งกลดโดยไม่ยอมนอนเลยตลอดคืน ท่านทำสมาธิไปจนถึงเช้าของวันใหม่

ท้ายที่สุด เจ้าผีเปรตตนนั้นจึงหนีขึ้นไปบนเขา แล้วส่งเสียงร้องบอกท่านว่า “เรายอมแพ้ท่านแล้ว”

ตอนเช้า หลวงปู่ตื้อจึงเดินทางไปพบหลวงปู่มั่น พอเข้าไปถึง หลวงปู่มั่นก็กล่าวทักว่า “ท่านตื้อ…เมื่อคืนนี้คุณทำอะไรอยู่”

หลวงปู่ตื้อกราบเรียนว่า “กระผมรบกับผีขอรับ กระผมทำอย่างไร เจ้าผีตนนั้นก็ไม่หนี จนได้อรุณสว่างขึ้นเจ้าผีตนนั้นจึงขึ้นเขาไป”

หลวงปู่มั่นพูดขึ้นว่า “ดีแล้วท่านตื้อ .ผีมันปลุกเราให้ภาวนา”

หลวงปู่ตื้อได้เล่าเหตุการณ์นี้ให้ลูกศิษย์ฟังในภายหลังว่า “ผีตนนั้นเป็นผีเจ้าที่ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เราชนะมันได้จึงไปรอด แต่ถ้าเราเอาชนะมันไม่ได้ก็คงจะลำบาก ในเหตุการณ์เช่นนั้นต้องอาศัยความอดทนอดกลั้นเป็นที่สุด จะท้อถอยไม่ได้เลย หายใจเข้าออกก็ต้องมีพุทโธเป็นประจำ ขาดไม่ได้ คำว่า ‘พุทโธ’ นี้เองผีกลัวเกรงมากที่สุด”

ที่มาจาก หนังสือ “หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์ในยุคปัจจุบัน”

และ panyayan.tnews.co.th

เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน